ญี่ปุ่น - รายละเอียด

posted on 23 Apr 2005 09:50 by ambiguous  in personal, studies

อาหาร
เค็ม เค็มมากเลยด้วย ตอนแรกคิดว่าอาหารญี่ปุ่นน่าจะจืดซะอีก แล้วถ้าเป็นข้าว กับแต่ละอย่างจะต้องแบ่งเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย ใช้ชามเยอะเหลือเกิน ข้าวอร่อยนะ ข้าวปั้นอร่อยดี แต่ถ้าเป็นราเมง... เราว่าก๋วยเตี๋ยวบ้านเราอร่อยกว่าอ่ะ

รถ
รถไฟที่นี่ตรงเวลาสุดๆ 7 โมง 37 ก็ 7 โมง 37 ดี๊ดี ไม่รู้ทำได้ยังไง เวลาชื่อสถานีขึ้นจะเป็นตัวคันจิกับโรมาจิ (อย่างหลังนี่เพื่อนบอกว่าเพิ่งใช้เมื่อ 2 3 ปีนี่เอง) ที่โตเกียวใช้ตัวคาตาคะนะด้วยนะ แบบว่ายังไงก็ต้องอ่านออกสักอย่าง ที่สถานีก็มีป้ายบอกชัดเจนดีแหละ แต่ถ้าไม่รู้จะไปทางไหนจริงๆก็ถามนายสถานีได้ ส่วนใหญ่เค้าก็พยายามช่วยเรา(หรือหาคนอื่นมาช่วยเรา)อ่ะนะ ถ้าหาที่พักใกล้สถานีได้ ถึงจะเดินทางด้วยตัวเองก็สะดวก นอกนั้นรถยนต์ก็จะมีคันเล็กๆ เพราะที่มันค่อยมีแหละ แบบที่มีขายบ้านเราก็คือแจ๊ซนั่นเองนะคะ นอกนั้นไม่เคยเห็นเลย จักรยานก็จะมีที่จอดตามสถานีรถไฟ จะมีชนิดเอียงๆด้วยล่ะ ประมาณหยัดที่มาก ส่วนแท็กซี่จะมีจุดเรียก ใช้ระบบมิเตอร์ แต่ประตูจะเป็นประตูอัตโนมัติ ไม่ต้องเปิดเอง

ผู้คน
ผู้หญิงนี่ดูแล้วคล้ายๆกันไปหมดยังไงก็ไม่รู้ ทุกคนแต่งหน้าทำผม แต่งตัวกันเรียบร้อย สีเข้ากันมาก ดูเป็นผู้ดีดีอ่ะ เรายังไม่เคยเห็นใครใส่รองเท้าที่เปิดให้เห็นนิ้วเท้าได้เลย (หรือเป็นเพราะมันยังหนาวอยู่?) ส่วนผู้ชายยิ่งดูเหมือนๆกันเข้าไปใหญ่ เพราะใส่สูทกันหมด มีแต่สูทสีเข้มด้วย แล้วก็ทำผมแต่งตัวพอๆกับผู้หญิงเลย หลายเค้าใช้กระเป๋าชนิดที่ถ้าไปบ้านเราเนี่ยจะมีแต่ผู้หญิงที่ถือ ตอนแรกเรายังนึกว่าถือให้แฟน ไม่ใช่ค่ะ ผู้หญิงก็ถือกระเป๋าตัวเองนั่นแหละ

นักเรียน/วัยรุ่น
เหมือนในการ์ตูนเปี๊ยบเลยค่ะ พวกที่ใส่กระโปรงสั้นก็สั้นมากๆ ไม่เข้าใจว่าไม่หนาวกันหรือยังไง ส่วนพวกที่แต่งตัวแรงๆไปฮาราจูกุก็มี น่ากลัวมาก ไม่กล้าถ่ายรูปมา ^^;; ตอนดิสนีย์แลนด์นี่ก็เจอคู่นึงแต่งแบบโกธิกโลลิตา คนนึงสีแดง คนนึงสีดำ (มันจะเล่นถนัดมั้ยน่ะ)

ครอบครัว
เหมือนจะแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อยเลย ส่วนใหญ่จะเห็นพ่อแม่ที่หน้ายังดูเด็กๆอยู่เนี่ย กับลูกคน สองคนแล้ว แล้วไม่ว่างานไหน ทั้งไอจิและดิสนีย์แลนด์ ก็จะต้องพาลูกไปด้วย แม้ว่าลูกจะยังเล็กนั่งรถเข็นก็ตาม เห็นแล้วก็อยากจะพาลูกไปเที่ยวมั่ง (พูดยังกับมี) แล้วช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงโรงเรียนเปิดด้วยใช่มั้ยล่ะ ตามสถานีรถไฟก็จะเห็นบรรดาคุณแม่ใส่กิโมโนพาลูกไปโรงเรียนวันแรกด้วย น่ารักเชียว

ผู้สูงอายุ
นี่ก็มีทุกงานเหมือนกันค่ะ ถ้าไม่ได้ไปกับครอบครัว ก็ไปกับกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่ไอจิบางคนไปคนเดียวด้วยซ้ำ ก็ดีนะ ดูเค้าสนใจดูเทคโนโลยีใหม่ๆ

ผู้พิการ
เราว่าญี่ปุ่นเค้าให้สวัสดิการดีนะ จะมีทางสำหรับรถเข็น หรืออนุญาตให้สัตว์สำหรับช่วยเหลือผู้พิการ(เช่นสุนัขสำหรับคนตาบอด)เข้าไปในที่ที่สัตว์เลี้ยงห้ามเข้า อะไรทำนองนี้ ขนาดในรถไฟ พื้นที่ไม่มากก็ยังทำห้องนำที่เอารถเข็นเข้าได้ไว้บริการด้วย

เอ็กซ์โป 2005
ที่ไอจิ นาโงยา จัดได้ดีมากเลยค่ะ มีอะไรให้ดูเยอะมาก วันเดียวไม่พอแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าคนเยอะมากนะคะ พวกไปทางไหนก็มีแต่คน คิวแต่ละที่ต้องรอยาวเป็นชั่วโมง เราไปดูแต่ของญี่ปุ่น ไม่ได้ดูของประเทศอื่นเลย ทั้งวันยังไปได้แค่ 7 ที่เอง แต่ละบริษัทที่มาร่วมงานก็จะเอาผลงานเทคโนโลยีของตนเองมาแสดง เน้นที่ธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม ประทับใจของรัฐบาลญี่ปุ่นมากๆ จะมีห้องกลมๆกับสะพานพื้นเป็นกระจก เค้าจะฉายภาพ เหมือนเราลอยอยู่บนท้องฟ้า ลงใต้ทะเล บินในอวกาศ สวยมากเลย

ดิสนีย์แลนด์
ก็ดีนะ แต่เรารู้สึกว่ามีฉากน่ากลัว/น่าเวียนหัวมากไปหน่อย อย่างสโนไวท์ มีช่วงที่ผ่านไปเห็นโครงกระดูกด้วยอ่ะ ปราสาทซินเดอเรลล่าก็ทำเรื่องเกี่ยวกับตัวร้ายของแต่ละเรื่อง มีฉากคุกใต้ดิน บ้านผีสิงที่ไม่ต้องพูดถึง เด็กเข้าไปร้องไห้ใหญ่เลย จริงๆมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากนะ แต่บางอันมันไม่จำเป็นเลย อย่างในวินนี่เดอะพูห์จะมีฉากที่ฝันเห็นน้ำผึ้ง (นึกถึงตอนดัมโบ้เมานะคะ ยังไงยังงั้น) เราว่าถ้าไม่มีฉากนี้เราคงชอบอันนี้มากที่สุด คิดว่าเป็นใหม่ด้วยนะ เพราะรถที่นั่ง (ทำเป็นไหน้ำผึ้ง) เข้าไปทีละ 3 คัน จะแล่นวนไปวนมาคนละทางกัน มองไม่เห็นรางด้วย ทำดีๆ

เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ
ที่ทาคายามะ จะมีการแสดง ขบวนแห่ ออกแนวดั้งเดิม เมืองก็ดูเก่าๆโบราณๆ คนมาเที่ยวเยอะเหมือนทุกที่ แต่ครั้งนี้นี่ทำให้เห็นความอดทนในการรอของคนญี่ปุ่นจริงๆ งานแสดงหุ่นจะมีตอนบ่าย คนไปยืนรอเป็นชั่วโมง กลางแดดเปรี้ยง คนก็แน่น แถบจะไม่มีอากาศหายใจ ขบวนแห่ตอนเย็นก็เหมือนกัน รอเกือบ 2 ชั่วโมง หนาวก็หนาว อากาศชื้นๆ แต่ก็ยังเหมือนคิวทุกที่คือไม่มีใครบ่นหรือโวยวายที่ต้องรอนานขนาดนั้น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ รอกันไปคุยกันไป นับถือความอดทนจริงๆ

ภาษา
บางคนคิดว่าคนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบพูดภาษาอื่น จริงค่ะ ถึงจะเป็นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะๆอย่างดิสนีย์ก็ตาม อาจจะเป็นเพราะคนไทยก็เอเชีย หน้าตาพอกลมกลืน เค้าก็พูดภาษาญี่ปุ่นใส่ใหญ่เลย พอเราบอก English please. เท่านั้นแหละ พี่แกก็จะทำหน้าเหวอๆ หันไปปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี แล้วก็พูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นออกมา แต่ทุกคนก็พยายามดีนะ พยายามอธิบายจนเราเข้าใจจนได้ เพราะฉะนั้นถึงจะไม่รู้ภาษญี่ปุ่นก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้แหละ

มือถือ
ตลอดสิบวัน แทบจะนับจำนวนคนที่พูดโทรศัพท์ได้ คือทุกคนมีนะมือถือ แต่สถานที่สาธารณะหลายที่ห้ามใช้มือถือ เช่นบนรถไฟ หรือในโรงพยาบาล บนรถไฟนี่ติดป้ายไว้ทั่วเลยว่า ต้องมีมารยาทในการใช้มือถือ แล้วแถมการส่งเมลล์ก็ถูกกว่าการพูด ก็เลยจะมีแต่คนที่เอามือถือออกมากดๆๆ นอกจากนี้มือถือญี่ปุ่นก็ไฮเทคมาก มีดิกชันนารีในตัว มีอินเตอร์เนต สอบถามเส้นทางรถไฟ/รถใต้ดินและราคาได้ อะไรจะขนาดนั้น เสียดายเอามาใช้นอกประเทศไม่ได้

ที่พัก
ตลอด 10 วันบ้านเราพักทั้งโฮสเทล(สมัครสมาชิกได้ที่ไทย) เรียวคังหรือโรงแรมแบบญี่ปุ่น(จองผ่านเน็ต) และโรงแรมแบบตะวันออก(อันนี้ของJR) ซึ่งก็จะดีไม่เหมือนกัน โฮสเทลจะถูกแต่ไม่มีอาหารเช้า เรียวคังจะแพงกว่า จะได้บรรยากาศดีมีอาหารเช้า ทั้งสองอย่างนี้จะใช้ห้องอาบน้ำรวม(แยกชายหญิง) แต่บางที่ ถ้าหรูหน่อยจะมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัว ส่วนแบบตะวันออกก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ของ JR จะราคาไม่แพงมาก อาจจะมีเสียงรถไฟและกระเทือนนิดหน่อย แต่จะใกล้สถานีมาก ไม่ต้องแบกกระเป๋า เราไปพักที่ไมฮามะ(สถานีติดกับดิสนีย์รีสอร์ท) สะดวกมากๆ

คนไทย?
เดินชนกันตลอดงานค่ะ ตั้งแต่บนรถไฟ ที่โฮสเทล ที่ไอจิ ที่ดิสนีย์ ที่ฮาราจูกุก็ยังเจอ คนยอะขนาดนั้นยังเจอกันได้อ่ะ ไปเที่ยวกันทั้งนั้น

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ดีจัง อยากไปมั่งงงงง
บรรยายเหมือนข้อมูลท่องเที่ยวเลย
ญี่ปุ่นก็น่าไม่อยู่หรอก แต่ไม่มีตัง

ย้อนกลับไปดูรูปของวันก่อน อะไรจะมหาศาลได้ขนาดนี้
เวลาโหลดนี่ต้มมาม่ากินได้หลายถ้วย

#2 By ซัง (61.90.33.108) on 2005-04-23 21:31

เห็นด้วยที่ว่าคนไทยเยอะ เดินไปไหนก็เจอ