moving on - เรียนรู้จากความเจ็บปวด
posted on 28 Aug 2005 21:32 by ambiguous in love, translationเขียนเรื่องนี้สักหน่อย เนื่องจากรู้สึกว่าพักนี้เพื่อนๆเศร้ากันเยอะเหลือเกิน
คำว่า moving on - ไม่รู้จะแปลเป็นไทยยังไงดีตามเคย- ไม่เหมือนกับคำว่า getting over นะ
การ get over คือลืมหรือทำใจได้หลังจากเลิกกับแฟนหรืออกหัก
แต่ move on คือนอกจากจะทำใจได้แล้ว ยังได้เรียนรู้ แล้วก็พัฒนาไปอีก สามารถทำให้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เท่ากับว่า get over จะเกิดขึ้นก่อน move on และระยะเวลาที่ใช้ระหว่างสองขั้นนี้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนอาจไม่มีวันมาถึงขั้นที่สองเลยก็ได้...
แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ moving on เป็นเรื่องที่สำคัญ
จะเจ็บได้อย่างไร ในเมื่อฉันไม่รู้สึกเจ็บ
จะหายดีได้อย่างไร ถ้าฉันยังคงเหมือนเดิมทุกๆเช้า ฉันได้แต่เฝ้าตามหา ลมหายใจสุดท้ายของความฝัน
เธอกำลังจะจมหายไปหรือแค่โบกมือให้ฉัน เพราะฉันไม่รู้จะทำยังไงดีกับรอยขาดในความสัมพันธ์ของเรา*ฉันอยากจะมีชีวิต อยากจะหายใจ
เคยคิดว่าเธอคือคนที่จะสามารถปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ
แต่ฉันก็ยกโทษให้เธอได้ เพราะเธอทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
และตอนนี้ฉันก็อยากจะมีชีวิต เพียงเพื่อจะตามหา
ตามหาคนที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้**จะแพ้ได้อย่างไร ถ้านี่ไม่ใช่การแข่งขัน
จะรักได้อย่างไร ถ้าเธอเธอจะเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงทุกๆเช้า ฉันได้แต่เฝ้าตามหา ลมหายใจสุดท้ายของความฝัน
เธอกำลังจะจมหายไปหรือแค่โบกมือให้ฉัน เพราะฉันไม่รู้จะทำยังไงดีกับรอยขาดในความสัมพันธ์ของเรา*ฉันอยากจะมีชีวิต อยากจะหายใจ
เคยคิดว่าเธอคือคนที่จะสามารถปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ
แต่ฉันก็ยกโทษให้เธอได้ เพราะเธอทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
และตอนนี้ฉันก็อยากจะมีชีวิต เพียงเพื่อจะตามหา
ตามหาคนที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้จะตามหาหนทางของฉัน ท่ามกลางความคดเคี้ยวแห่งความปรารถนา
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความรักที่ขมขื่นหรือเวลาที่สูญเปล่า
เธออาจจะคิดว่าฉันวิ่งตามเงาในความคิดฉันเอง
แต่ฉันยังเห็นแสงสว่างที่จะคอยนำทางชีวิตของฉันไป
คนคนนั้นที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้ฉันอยากจะมีชีวิต อยากจะหายใจ
เคยคิดว่าเธอคือคนที่จะสามารถปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ
แต่ฉันก็ยกโทษให้เธอได้ เพราะเธอทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
และตอนนี้ฉันก็อยากจะมีชีวิต เพียงเพื่อจะตามหา
ตามหาคนที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้
เพราะฉันต้องการมากกว่านี้ มากกว่านี้ ต้องการอะไรมากกว่านี้ฉันอยากจะมีชีวิต อยากจะหายใจ
เคยคิดว่าเธอคือคนที่จะสามารถปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ
แต่ฉันก็ยกโทษให้เธอได้ เพราะเธอทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
และตอนนี้ฉันก็อยากจะมีชีวิต เพียงเพื่อจะตามหา
ตามหาคนที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้
ตามหาคนที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้
ตามหาคนที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้
ตามหาคนที่ฉันสามารถสละชีวิตเพื่อเขาได้- To Die For, Rooster
* มาจาก are you drowning or just waving, cause i'm tearing at the seams
คิดอยู่นานมากว่าจะแปลยังไง เราคิดว่าครึ่งแรก เหมือนผู้ชาย (คนร้อง) ยืนอยู่ที่ฝั่ง แล้วผู้หญิงอยู่ในน้ำไกลออกไป เขาไม่เข้าใจว่าผู้หญิงกำลังจะจมน้ำจริงๆหรือแค่โบกมือให้เขาเฉยๆ ส่วนครึ่งหลัง seams คือตะเข็บผ้า ซึ่งก็ไม่บอกว่าเป็นตะเข็บของอะไรกันแน่ (ประหยัดคำเหลือเกิน) ทำให้เราก็ไม่รู้ว่าทั้งสองส่วนที่แยกจากกันด้วยตะเข็บนี้คืออะไรและหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป แต่ที่แน่ๆคือมันกำลังฉีกขาด** มาจาก find somebody to die for
คำว่า "to die for" สามารถใช้เป็นคำขยายแปลว่าดีมากๆ ควรยอมตายเพื่อให้ได้มา แต่ในที่นี้แปลตรงตามตัวอักษร
สิ่งที่ทำให้เราชอบเพลงนี้ แล้วพยายามจะแปลขนาดนี้ทั้งๆที่ความสามารถทางภาษาไทยของเรามันน้อยมากเนี่ยนะ เป็นเพราะผู้ชายคนนี้ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง (เข้ากับหัวเรื่องของเรา) เค้าไม่ได้โกรธผู้หญิงที่จะจากเค้าไป แต่เค้ายกโทษให้ผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอทำให้เค้าได้เรียนรู้ ได้เข้าใจอะไรบางอย่างที่เค้าไม่เคยเข้าใจมาก่อน และสิ่งนี้ทำให้เค้าคิดได้ว่าเค้าจะทำยังไงกับความสัมพันธ์ครั้งต่อไป ซึ่งก็คือการตามหาคนที่เค้าจะรักอย่างจริงจัง คนที่เค้าสามาถตายแทนได้...
ขอยกตัวอย่างเรื่องของตัวเอง
เราเคยคบกับผู้ชายคนนึง แค่ประมาณ 6 เดือนเองมั้ง ไม่ใช่แฟนด้วย
แต่เราใช้เวลาตั้งเกือบสองปีกว่าจะคิดได้
เค้าไม่ได้ผิดคนเดียว มันไม่ใช่แค่เค้าไม่ได้รักเรา
แต่เราก็ผิดด้วย เพราะเรารักเค้าไม่มากพอ
ที่ตั้งใจจะไม่มีแฟนจนกว่าจะเรียนจบ ก็เป็นคนนี้แหละ
ไม่ใช่เพราะกลัวความเจ็บปวดหรืออะไรนะ
แต่เราไม่อยากทำผิดแบบเดิมอีก คือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้ใส่ใจเค้ามากพอ เราไม่ได้ทำอะไรที่ควรจะทำ ไม่ได้บอกเค้าว่าสิ่งที่เค้าทำมันผิด ซึ่งถ้าเราเห็นแก่เค้าจริงๆ เราควรจะบอก แม้ว่ามันจะทำให้เค้าโกรธเราก็ตาม เรารู้ว่าควรจะพยายามมากกว่านี้
แต่เนื่องจากตั้งแต่ปีที่แล้ว เราก็เรียนไม่ลืมหูไม่ลืมตา วันๆอ่านหนังสือทำการบ้านทำรายงานก็หมดเวลาแล้วอ่ะ บางทีเพื่อนยังไม่ได้เจอหน้าเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลแฟน
อีกอย่าง ถ้ามีเวลามากขนาดไปดูแลเค้าอ่ะนะ เอาเวลามาใส่ใจคนใกล้ตัวก่อนดีกว่ามั้ย เราดูแลคนที่เค้ารักเราได้ดีแค่ไหน รักครอบครัวเราได้มากแค่ไหน มากพอแล้วเหรอ ถึงจะเวลาไปแบ่งให้คนอื่นที่อาจจะไม่ได้รักเราเลยด้วยซ้ำ
พอคิดได้ มันก็ทำให้เราเปลี่ยนไปได้จริงๆ
และเราก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป กับเวลาที่ต้องคิดมาก กับเวลาที่ต้องร้องไห้
แล้วเราก็ให้อภัยเค้าได้
ความเจ็บปวดเป็นบทเรียนที่ดี
อย่างน้อยก็สำหรับเรา
การเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ขอให้ทุกคนพยายาม
หลายคนคิดว่านี้คือการเรียนรู้ แต่สำหรับบางคน แค่ได้ลืม ก็มีค่าที่สุดแล้วครับ.....
แต่คุณ ambiguous เขียนดีจังอะ

พยายามอยู่
ชอบเพลงนี้เหมือนกัน...
แต่ไม่ให้อภัยเว้ยยย (ในเนื้อเพลงมันมีคำว่า I can forgive cos you bring me believe in something more)---ไม่ได้โกรธ แต่ไม่ให้อภัย
#1 By ^-ใบเตย-^ on 2005-08-28 21:39