IKDG - ตอนที่ 1 บทที่ 1
posted on 06 Oct 2005 16:56 by ambiguous in christianity, love, translation
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันแต่งงานของแอนนา วันที่เธอเฝ้าฝันถึงและวางแผนมานานนับเดือน โบสถ์เล็กๆ งามเหมือนภาพวาด แน่นขนัดไปด้วยญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง
แสงอาืทิตย์ส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างประดับกระจกสี เสียงเพลงเบาๆจากวงเครื่องสายล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ เดวิดยืนรออยู่ที่สุดทางเดิน หัวใจของแอนนาเต็มเปี่ยมด้วยความสุข นี่คือเวลาที่เธอเฝ้ารอมานานแสนนาน เขาจับมือเธออย่างนุ่มนวล แล้วทั้งสองก็หันหน้าเข้าหาแท่นบูชา
ขณะที่ศาสนาจารย์เริ่มกล่าวนำคำสาบาน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นยืนท่ามกลางกลุ่มคน เดินมาที่แท่นบูชาเงียบๆ และจับมืออีกข้างของเดวิด ผู้หญิงคนที่สองลุกขึ้น เข้ามายืนข้างคนแรก ตามมาด้วยคนที่สาม ไม่ช้า ผู้หญิง 6 คนก็มายืนเรียงอยู่ข้างเขาเมื่อเขากล่าวคำสาบาน
ริมฝีปากแอนนาเริ่มสั่น น้ำตาค่อยๆเอ่อล้น นี่มันเรื่องตลกอะไรเหรอคะ เธอกระซิบกับเดวิด
ผม... ผมขอโทษ เขาพูด สายตาจับอยู่ที่พื้น
ผู้หญิงพวกนี้เป็นใครกันคะเดวิด นี่มันเรื่องอะไรกัน เธอสะอื้น
ผู้หญิงในอดีตของผม เขาตอบเศร้าๆ แอนนา พวกเขาไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมแล้ว... แต่ผมก็เคยให้ส่วนหนึ่งของหัวใจผมกับพวกเขาทุกคน
ฉันคิดว่าหัวใจของคุณเป็นของฉัน เธอพูด
ของคุณ ของคุณจริงๆ เขาวิงวอน ทั้งหมดที่เหลืออยู่เป็นของคุณ
น้ำตาของแอนนาไหลลงมาอาบแก้ม แล้วเธอก็ตื่นขึ้น
ถูกหักหลัง
แอนนาเขียนจดหมายมาเล่าความฝันของเธอให้ผมฟัง พอตื่นขึ้นมา ฉันรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง เธอเขียน แต่แล้วความคิดที่น่ารังเกียจก็ผุดขึ้นมา จะมีผู้ชายสักกี่คนมาเข้าแถวข้างฉันในวันแต่งงาน ฉันปล่อยใจไปกับความสัมพันธ์ระยะสั้นกี่ครั้งแล้ว แล้วฉันจะเหลืออะไรไว้ให้สามีฉันบ้าง
ผมคิดถึงความฝันของแอนนาบ่อยครั้ง ภาพที่น่าตกใจหลอกหลอนผม ผมเองก็มีผู้หญิงในอดีต ถ้าพวกเธอมางานแต่งงานของผมล่ะ พวกเธอจะพูดอะไรกับผมบ้าง
ไงโจชัว คำสัญญาที่หน้าแท่นบูชาของเธอวันนี้ฟังดูดีจังเลยนะ หวังว่าเธอจะรักษาสัญญาตอนนี้ได้ดีกว่าตอนที่ฉันรู้จักเธอ
ว้าว เธอใส่ทักซิโดแล้วเท่จริงๆ เจ้าสาวก็สวย เค้ารู้เรื่องฉันรึเปล่า เธอบอกคำหวานที่เคยกระซิบข้างหูฉันให้เค้าฟังหมดรึยัง
ความสัมพันธ์บางครั้งผมได้แต่มองย้อนกลับไปด้วยความเสียใจ พยายามที่จะลืม และเมื่อเวลาผ่านไป ก็หัวเราะใส่มันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเกมแห่งความรักที่ทุกคนเป็นผู้เล่น
ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและอภัยให้ผมเมื่อผมขอให้พระองค์อภัยให้ และผมก็รู้ว่าผู้หญิงหลายคนยกโทษให้ผมเมื่อผมขอ
แต่ผมไม่สามารถเมินเฉยต่อผลที่ตามมาจากความเห็นแก่ตัวของผมได้ ผมปล่อยใจไปหลายครั้งและเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของผมมาจากผู้หญิงเหล่านั้น
ใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง
วิถีทางความรักที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของผมนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ยังเด็ก แม้จะเติบโตมาในครอบครัวคริสเตียน พอเข้ามัธยมต้นผมก็มีมุมมองที่เลวร้ายต่อความสัมพันธ์ ผมไม่ได้เกรงกลัวพระเจ้า และแม้ว่าพ่อแม่จะระมัดระวังพยายามเป็นตัวอย่างที่ดี ผมก็ใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยบาปเพื่อความพอใจของตนเองเท่านั้น
พวกรุ่นพี่ผู้ชายในทีมยิมนาสติกที่ผมเป็นสมาชิกมักจะคุยโม้ถึงบรรดาสาวๆที่พวกเขานอนด้วย และผมก็ถูกสะกดด้วยเรื่องราวเหล่านี้ ผมกับเพื่อนจะขโมยหนังสือโป๊จากร้าน ดูกันอย่างตั้งอกตั้งใจ สุมไฟความปรารถนาที่ไร้ศีลธรรมในใจผม ผมเป็นทาสของตัณหา และผู้หญิงก็เป็นเพียงวัตถุที่จะสนองความต้องการของผมเท่านั้น คืนหนึ่งผมแอบออกจากบ้านไปหาผู้หญิงที่นัดไว้แล้ว และมีอะไรกับพวกเขาในคืนเดียวกัน
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมได้แต่สะอิดสะเอียนกับความทรงจำเหล่านั้น แต่ในเวลานั้น ความต้องการก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น การที่ผมยังมีพรหมจรรย์อยู่ในช่วงนั้น บอกตามตรงครับ คือปาฏิหาริย์ และเป็นพระกรุณาของพระเจ้าเท่านั้นจริงๆ ไม่ใช่เพราะการควบคุมตัวหรือศีลธรรมอะไรในส่วนของผมเลย ผมร้องไห้ทุกครั้งที่คิดว่าวันนี้ผมจะเป็นอย่างไรหากพระเจ้ามิได้ทรงเข้ามาแทรกแซง
พระเจ้าทรงชี้ให้ผมเห็นการไม่เชื่อฟังผ่านคำพูดของเรนดี อัลคอร์น ในค่ายเก็บตัวที่ผมเข้าร่วมตอมม.4 แรนดีพูดถึงสวรรค์ พูดถึงพระเยซูคริสต์ผู้สิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาป แม้ว่าผมจะถูกมองว่าเป็นคริสเตียนอยู่แล้ว เมื่อฟังเรื่องนี้ ผมก็รู้ว่าผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า และผมจะต้องเปลี่ยนแปลง
ผมกลับใจในตอนนั้น เมื่อกลับถึงบ้านหลังการเก็บตัว ผมเอาหนังสือโป๊ทั้งหมดไปทิ้งและจ่ายเงินคืนให้ร้านหนังสือ (ผมอายเกินกว่าจะบอกทางร้านด้วยตัวเอง แต่ก็ทิ้งเงินกับโน้ตไว้บนเคาน์เตอร์) ผมลาออกจากทีมยิมนาสติกและเข้ากลุ่มยุวชนที่โบสถ์ แฟนคนต่อมาของผมเป็นคริสเตียนและเราก็ไม่เคยจูบกันเลยด้วยซ้ำ ผมกลายเป็นผู้นำนักเรียนและได้ชื่อเสียงในฐานะที่เป็นคนที่จริงจังกับความเชื่อ ผมคิดว่าชีวิตรักของผมคงเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแล้ว
แต่ผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก
ไม่ถึงกับตลอดไป
แม้ผมจะรู้สึกขอบคุณกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ตอนนี้ผมยอมรับว่าส่วนมากมันเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น ผมอาจไม่ได้แอบออกจากบ้านกลางดึกอีกแล้ว แต่ลักษณะนิสัยที่ไม่ดีก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ความกังวลส่วนใหญ่ของผมยังคงเป็นเรื่องความพอใจส่วนตัวและความสนุกที่ได้จากความสัมพันธ์กับผู้หญิง ผมชอบความรู้สึกเมื่อมีผู้หญิงชอบผม ผมชอบความตื่นเต้นที่ได้จากการจีบสาวและแสดงความรู้สึกของผมให้เธอรู้ ผมยังเด็กและเห็นแก่ตัว
ที่โบสถ์ผมกับเพื่อนๆเล่นเกมเดทกันอย่างจริงจัง จริงจังยิ่งกว่าการอธิษฐานหรือการฟังเทศน์ด้วยซ้ำ ระหว่างการนมัสการตอนเช้าวันอาทิตย์ เราจะส่งโน้ตให้กันว่าใครชอบใคร ใครกำลังเดทใคร และใครเลิกกับใคร
ช่วงม.5 การร่วมวงในเกมการเดทของผมก็ยิ่งจริงจังมากขึ้น หน้าร้อนปีนั้นผมพบเคลลี เธอเป็นคริสเตียนใหม่และเพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกที่โบสถ์ เคลลีเป็นคนสวย ผมบลอนด์ สูงกว่าผม 2 นิ้ว แต่ผมก็ไม่สนใจหรอกนะ เคลลีดังในหมู่ผู้ชายและทุกคนชอบเธอ แต่เนื่องผมเป็นคนเดียวที่กล้าเข้าไปคุยด้วยเธอก็เลยชอบผม ผมขอเธอเป็นแฟนตอนกลุ่มยุวชนไปเข้าค่ายวอเตอร์สกี และประทับจูบบนความสัมพันธ์ใหม่ของเรา
เคลลีเป็นแฟนคนแรกที่ผมจริงจังด้วย ทุกคนในกลุ่มยุวชนรู้ว่าเราเป็นแฟนกัน เราฉลอง วันครบรอบ กันทุกเดือน การพยายามหาเวลามาอยู่ด้วยกันและการกังวลกับสถานะความสัมพันธ์ของเราเอาพลังงานของผมไปจนหมด
เคลลีรู้จักผมดีกว่าใคร หลังจากพ่อแม่เข้านอนแล้ว เคลลีกับผมจะคุยกันทางโทรศัพท์เป็นชั่วโมงๆจนดึก เราคุยกันทุกเรื่องแม้จะไม่มีสาระอะไร เราคิดว่าพระเจ้าสร้างเราขึ้นมาเพื่อกันเและกัน และสักวันเราจะแต่งงาน เราเริ่มแสดงความรักกันทางกาย ผมสัญญากับเธอว่าจะรักเธอตลอดไป
แม้ว่าพ่อแม่ของผมจะไม่อยากให้ผมมีความสัมพันธ์ที่จริงจัง พวกเขาก็ชอบเคลลี ชอบที่เธอมาใช้เวลากับครอบครัวของเรา ความรักที่พวกเขามีให้เราสองคนบังตาพวกเขาจากความจริงที่ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางที่อันตราย พวกเขาไม่เคยรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางกายอันไร้ศีลธรรมของเรา ผมไม่เคยโกหกพ่อแม่ก็จริง แต่ผมก็ปิดพวกเขาด้วยการตอบคำถามครึ่งๆกลางๆและพูดให้อะไรๆดูดีกว่าที่เป็นจริง
เช่นเดียวกับความรักมัธยมทั่วๆไป ความรักของเรายังเด็ก มากเกินไปและเร็วเกินไป การต่อสู้กับความต้องการทาวเพศเป็นสงครามที่เรามีแต่จะแพ้ แม้เราจะไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันจริงๆ เราก็ทำสิ่งที่เสื่อมเสียต่อพระเจ้า ทำลายความบริสุทธิ์ของกันและกัน และผลก็คือชีวิตด้านจิตวิญญาณของเราไม่ได้เจริญเติบโต
หลังค่ายประกาศฤดูร้อนซึ่งทำให้เราไม่ได้พบกันสองเดือน ผมจบความสัมพันธ์ของเรา
เลิกกันเถอะ ผมบอกเธอคืนหนึ่งหลังดูหนังด้วยกัน เราสองคนรู้ดีว่าเวลานี้จะมาถึง
เราจะมีโอกาสกลับมาคบกันอีกมั้ย เธอถาม
ไม่ ผมตอบ พยายามจะแสดงความแน่วแน่ในการตัดสินใจ มันจบแล้ว
เราเลิกกันหลังพบกันสองปี ไม่ถึงกับ ตลอดไป อย่างที่ผมเคยสัญญา
หัวใจดวงใหม่
ผมอายุ 17 ตอนเลิกกับเคลลี และได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมจะต้องเป็นแบบนี้้ ผมรู้สึกหมดกำลังใจ สับสน และอยากจะหาทางออกจากวงเวียนแห่งความสัมพันธ์ระยะสั้น
เป็นครั้งแรกที่ผมสงสัยว่าความเชื่อในฐานะที่เป็นคริสเตียนส่งผลต่อชีวิตรักของผมอย่างไร มันน่าจะมีอะไรมากกว่า อย่ามีเพศสัมพันธ์ และ เดทเฉพาะคริสเตียน ผมจะใส่ใจผู้หญิงที่ผมรู้จักจริงๆได้อย่างไร ความบริสุทธิ์ที่แท้จริงทั้งทางกายและใจนั้นเป็นอย่างไร พระเจ้าอยากให้ผมใช้ชีวิตโสดอย่างไร มันเป็นเพียงช่วงเวลาที่เปลี่ยนหน้าผู้หญิงไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรือ การเดทเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผมจริงหรือ
การอ่านหนังสืออย่าง Passion and Purity ของอลิซาเบธ อิลเลียด และการคุยกับพ่อแม่เริ่มเปลี่ยนมุมมองของผม ไม่ว่าผมจะต้านทานอย่างไร พระเจ้าก็ค่อยๆลอกเปลือกของความคิดผิดๆ ค่านิยมผิดๆ และความปรารถนาผิดๆออกไปที่ละชั้นๆ
คนที่ได้ยินว่าผมตัดสินใจจะเลิกเดทจนกว่าผมจะพร้อมที่จะแต่งงานมักจะคิดกันว่าหัวใจผมคงแตกสลาย ไม่ใช่เลย หัวใจของผมได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่โดยพระผู้ช่วยให้รอดของผมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผมเป็นผลจากสำนึกที่ว่าผมเป็นของพระองค์ พระบุตรของพระเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผม! พระองค์เสด็จมาเพื่อปลดปล่อยผมให้เป็นอิสระจากความสิ้นหวังในการใช้ชีวิตเพื่อคนเอง ความจริงนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตรักของผมด้วย การมีแฟนไม่ใช่ความจำเป็นสูงสุดของผมอีกต่อไป การรู้จักและเชื่อฟังพระองค์ต่างหาก ผมอยากให้ความสัมพันธ์ของผมเป็นที่พอพระทัยพระองค์ แม้ผมจะต้องทำสิ่งที่สุดโต่งและดูงี่เง่าในสายตาคนอื่นๆ แม้ผมจะต้องเลิกเดทก็ตาม
นี่คือความรัก
ผมเพิ่งเข้าใจว่าการครอบครองของพระเจ้าในชีวิตนั้นไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมองความรักอย่างผิวเผินเท่านั้น มันคือการปฏิรูปอย่างสิ้นเชิง พระเจ้าไม่เพียงต้องการให้ผมประพฤติต่างจากคนอื่น พระองค์ยังต้องการให้ผมคิดต่างจากคนอื่นด้วยการมองความรัก ความบริสุทธิ์ และความเป็นโสดจากมุมมองของพระองค์ มีชีวิตใหม่และมีทัศนคติใหม่
พื้นฐานทัศนคติใหม่นี้คือความรักที่พระเจ้ามีให้เรา ยอห์นอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความรักของพระเจ้าและความเกี่ยวข้องของเรากับคนอื่นๆใน 1 ยอห์น 4: 10-11
ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเราและทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายเช่นนั้น เราก็ควรจะรักซึ่งกันและกันด้วย
เห็นไหมครับว่ายอห์นพูดอะไร ความรักอันแสนวิเศษของพระเจ้าที่กางเขนเป็นทั้งตัวอย่างและพลังให้เรารักผู้อื่น ผู้ที่ได้รับการอภัยบาปจากพระเจ้าผ่านทางความเชื่อในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูที่กางเขนไม่สามารถมีชีวิตอยู่หรือรักแบบเดิมได้อีก พวกเราได้รับการปลดปล่อยจากชีวิตที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง พวกเราเคยถูกควบคุมโดยสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดี แต่ตอนนี้ เมื่อได้รับการสร้างขึ้นใหม่ เราถูกควบคุมโดยความรักของพระเจ้า ใน 2 โครินธ์ 5: 14-15 เปาโลเขียนไว้ว่า
เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่ เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่ามีผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง เหตุฉะนั้นคนทั้งปวงจึงตายแล้ว และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่จะมิได้อยู่เพื่อผลประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย
พระคัมภีร์สอนว่าหากเราเชื่อพระเยซูคริสต์ เราตายต่อวิถีชีวิตแบบเก่าของเรา เราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองอีกต่อไป ตอนนี้เรามีชีวิตเพื่อพระเจ้าและเพื่อคนอื่นๆ
ดังนั้น ความสัมพันธ์กับคนต่างเพศก็ไม่ใช่เพียง เพื่อความสนุก หรือ เพื่อเรียนรู้ว่าฉันต้องการอะไรจากความสัมพันธ์ อีกต่อไป มันไม่ใช่การรับแต่เป็นการให้ ความสัมพันธ์ทุกประเภทของคริสเตียนคือโอกาสที่จะรักคนอื่นอย่างที่พระเจ้าทรงรักเรา ปล่อยวางความต้องการของตนเองและทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนอื่น ใส่ใจพวกเขาแม้เราจะไม่ได้อะไรตอบแทน ปกป้องความบริสุทธิ์และศีลธรรมของพวกเขาไว้เพราะนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการ
ไม่ว่าเราจะเลิกเดทหรือไม่ก็ตาม หากการเดทของเราถูกควบคุมโดยความรักของพระเยซู มันจะแตกต่างจากความสัมพันธ์รอบตัวเราเสียจนเราอยากจะคิดชื่อขึ้นมาใหม่สำหรับการเดทแบบนี้!
ระยะหลังๆ ผมพยายามจะให้ความรักของพระเจ้าที่แสดงที่การเขนนั้นเป็นตัวกำหนดวิธีที่ผมจะรักคนต่างเพศ ความรักประเภทนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ในทางปฏิบัติ โดยส่วนตัวแล้ว ผมมาถึงบทสรุปที่ค่อนข้างจริงจังของชีวิต ผมเข้าใจแล้วว่า ในขณะที่มิตรภาพกับเพศตรงข้ามเป็นสิ่งที่สวยงาม ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะขอหัวใจหรือผูกขาดความรักของผู้หญิงคนไหนหากผมยังไม่พร้อมที่จะคิดถึงการแต่งงาน เพราะก่อนที่จะถึงเวลานั้น ผมก็ใช้ผู้หญิงเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อผลดีต่อเธอในระยะยาว ตอนนี้ผมอยากจะมีแฟนไหมน่ะหรือ แน่นอน! แต่ผมจะไม่ได้รักเธออย่างแท้จริงและไม่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์ของเธอเป็นอันดับแรก
ขณะที่ผมตามหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิต ผมพบว่าในเวลานี้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมและสำหรับคนที่ผมจะเดทด้วย ในทางกลับกัน ก่อนที่พระเจ้าจะบอกว่าผมพร้อม การหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาวที่เป็นแฟนกันทำให้ผมสามารถเป็นเพื่อนกับผู้หญิง และยังคงความเป็นอิสระที่จะจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า
ดังนั้น แม้ผมจะไม่ได้เป็นแฟนกับใคร ตอนนี้ผมก็รักผู้หญิงในชีวิตของผมมากยิ่งกว่าที่เคยทำในอดีต และไม่ใช่ด้วยความรักแบบเห็นแก่ตัวอย่างที่เคยทำอยู่เสมอด้วย ความรักของผมอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกว่าเป็นความรักที่แท้จริง
รักแท้ไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกด้วยคำกระซิบที่แสนหวาน จูบที่ซาบซึ้ง หรือการกอด ก่อนที่คนสองคนจะแต่งงานกันความรักคือการควบคุมตนเอง ความอดทน รวมทั้งคำพูดที่ไม่เอ่ยออกไป
รู้ว่าอะไรดีที่สุด
การเฝ้ารอจนกว่าผมจะพร้อมที่จะมีแฟนนั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการยอมให้ความรักของพระคริสต์กำหนดความสัมพันธ์กับคนต่างเพศ ทุกคนต้องศึกษาชีวิตของตนเองและถามคำถามว่าจะรักคนอื่นอย่างพระคริสต์ได้อย่างไร ผมจะไม่แสร้งทำเป็นว่าการรับมือกับแรงดึงดูดในแต่วันและความใกล้ชิดแบบเพื่อนนั้นเป็นเรื่องง่าย (เราจะพูดถึงเรื่องนี้ในบทต่อๆไป) แต่ผมกำลังเรียนรู้ที่จะใช้พระคำของพระเจ้าเป็นแนวทาง ไม่ใช่ความรู้สึกของผม ในขณะเดียวกัน ความรักของผมก็ฉลาดขึ้น ใช่แล้ว พระคัมภีร์สอนว่าความรักของเราสามารถเติบโตและควรจะเติบโตบนความเข้าใจ เปาโลเขียนไว้ในฟิลิปปี 1: 9-10
และข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ความรักของท่านจำเริญยิ่งๆขึ้น พร้อมกับความรู้และวิจารณญาณทุกอย่าง เพื่อท่านทั้งหลายจะสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด และเพื่อท่านจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ และไม่เป็นที่ติได้ในวันแห่งพระคริสต์
วิธีที่เรารักคนอื่นควรเจริญขึ้นและความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อความรักของเราเติบโตบนความเข้าใจเราก็จะสามารถ สังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด สำหรับชีวิตเราได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย ก็พวกเราไม่ได้ต้องการสิ่งที่ดีสุดกันหรอกหรือ
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะพัวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาว เราก็ไม่ได้เลือกสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ดีเสมอไป บ่อยครั้งเราต้องตัดสินใจระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ดีที่สุด
ตัวอย่างเช่น แม้ผมจะเลิกเดท ผมก็ไม่ได้คิดว่าการเดทโดยตัวของมันเองนั้นเป็นบาป เพราะไม่มีข้อห้ามในพระคัมภีร์ไม่ให้เราเดท มันเป็นสิ่งที่เราแต่ละคนจะต้องประเมินโดยดูจากความเป็นผู้ใหญ่ของตนเอง แรงจูงใจ และอีกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจต้องอาศัยสติปัญญา
สิ่งที่สำคัญคือความรักของเรานั้นควรถูกกำหนดโดยความรักที่พระเจ้ามีให้เรา ซึ่งเป็นความรักประเภทที่มองไปไกลกว่าความต้องการส่วนตัวและความพอใจชั่วขณะ แต่มองด้วยมุมที่กว้างกว่าคือการรับใช้ผู้อื่นและถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า
แล้วฉันล่ะ คุณอาจจะถาม แล้วความต้องการของฉันล่ะ นี่เป็นส่วนที่ดีมากเลยครับ เมื่อเราเห็นแก่พระเกียรติของพระเจ้าและความต้องการของคนอื่นเหนือสิ่งอื่นใด เราเองก็อยู่ในฐานะที่จะได้รับความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเช่นเดียวกัน ให้ผมอธิบายสักหน่อย
เมื่อก่อน จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์คือสิ่งที่ผมต้องการ แทนที่จะเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการ ผมสนใจแต่ความต้องการของตนเองและมองคนอื่นให้สอดคล้องกัน แล้วความต้องการของผมได้รับการเติมเต็มหรือเปล่า ไม่เลย ผมได้แต่สิ่งที่ครึ่งๆกลางๆและความเจ็บปวด ผมไม่เพียงแต่ทำร้ายคนอื่น ผมทำร้ายตนเอง และที่สำคัญที่สุดผมทำบาปต่อพระเจ้า
แต่เมื่อผมเปลี่ยนนิสัยและทำเพื่อความพอพระทัยของพระเจ้าและให้คนอื่นก่อนตัวเอง ผมพบความสงบ ความสุข เมื่อผมเลิกคิดจะเอาผู้หญิงมาเป็นแฟนและปฏิบัติต่อพวกเธอแบบพี่น้องในพระคริสต์ ผมพบคุณค่าของมิตรภาพที่แท้จริง เมื่อผมเลิกกังวลว่าจะแต่งงานกับใครและวางใจในการจัดเวลาของพระเจ้า ผมพบโอกาสอันเหลือเชื่อที่จะรับใช้ในฐานะคนโสด และเมื่อผมเลิกจีบผู้หญิงตามความต้องการของตนเองในการเดทและติดตามความชอบธรรม ผมพบสันติสุขและพลังที่มาจากความบริสุทธิ์ ผมเลิกเดทเพราะผมพบว่าพระเจ้ามีสิ่งที่ดีกว่าเตรียมไว้ให้ผม!
บริสุทธิ์ไร้มลทิน
จุดประสงค์ของการตัดสินใจของผมนั้นไม่ใช่เพื่อหนีความเจ็บปวด ผมไม่กลัวถ้าจะต้องเลิกกับใครอีกครั้ง ผมรู้ว่าแม้แต่ในความสัมพันธ์ที่เป็นไปตามครรลองของพระเจ้า ผมก็อาจจะพบความผิดหวังเข้าสักวัน นั่นจึงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ผมอยากจะรักอย่างพระคริสต์ แต่เป็นเพราะวันหนึ่งผมจะสามารถยืนต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างบริสุทธิ์ไร้มลทิน ในขณะที่ความบริสุทธิ์ทางกายเป็นสิ่งสำคัญ พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีความบริสุทธิ์ทางความคิด จิตใจ และความรู้สึกด้วย
นี่หมายความว่าเราจะไม่มีวันทำบาปอีกอย่างอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่แน่นอน เราเข้าหาพระเจ้าได้เพียงเพราะพระเมตตาของพระองค์และการเสียสละของพระเยซูพระบุตรของพระองค์ และความเมตตาก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เราละทิ้งความชอบธรรม แต่ควรจะกระตุ้นให้เราแสวงหาความบริสุทธิ์ไร้มลทินมากยิ่งขึ้น
เบนเริ่มเดทอลิซาตอนเขาอยู่ปี 4 ระยะหนึ่งเขาวางแผนจะแต่งงานในหน้าร้อนที่เรียนจบ เนื่องจากเขากับอลิซาต่างดึงดูดซึ่งกันและกัน เขาคิดว่าเธอคือ คนนั้น
ในจดหมายเบนเล่าให้ผมฟังว่าเขาเติบโตขึ้นพร้อมกับมาตรฐานของความสัมพันธ์ที่สูงและจริงจัง แต่กับอลิซามันเป็นอีกเรื่ื่องหนึ่ง มนขณะที่เบนแทบจะได้จูบผู้หญิงเลย การจูบเป็นเหมือนกีฬาสำหรับอลิซา โชคร้ายที่เธอสามารถเอาชนะเขาได้ พอเธอมองผมด้วยดวงตาสีน้ำตาลคู้นั้นราวกับว่าผมกำลังขัดใจเธอ ผมก็ยอมแพ้ เขาเขียน ความสัมพันธ์ของทั้งสองกลายเป็นความสัมพันธ์ทางกายเกือบทั้งหมด แม้ทั้งคู่จะยังมีพรหมจรรย์อยู่ก็เป็นแค่ความหมายทางเทคนิคเท่านั้น
สองสามเดือนต่อมา อลิซาเริ่มติววิชาเคมีกับผู้ชายคริสเตียนอีกคนที่เบนไม่รู้จัก มันเป็นความผิดพลาด เขาเขียนด้วยความโกรธ พวกเขาก็ดูเคมีนั่นแหละ แต่เป็นเคมีทางกายภาพ! อลิซาเลิกกับเบนและวันต่อมาก็เดินเกาะแขนแฟนใหม่ของเธอ
ผมรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ เบนกล่าว ผมทำลายมาตรฐานของตัวเอง และที่สำคัญมาตรฐานของพระเจ้า และผลก็คือเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ผมจะแต่งงานด้วย เบนต่อสู้กับความรู้สึกผิดอยู่หลายเดือน แต่ในที่สุดก็วางมันลงที่กางเขน ก้าวต่อไป และตั้งใจจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีก แล้วอลิซาล่ะ แน่นอน พระเจ้าอภัยให้เธอได้ แต่ผมสงสัยว่าเธอจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าเธอต้องการการให้อภัย เวลาเธอเดินผ่านเบนในมหาวิทยาลัยหรือเจอเขาในโรงอาหารเธอจะคิดอย่างไร เธอรู้ตัวบ้างไหมว่ามีส่วนทำลายความบริสุทธิ์ของเรา รู้สึกผิดบางไหมที่ทำให้เขาหัวใจสลาย เธอสนใจบ้างหรือเปล่า
ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วคริสเตียนทุกคน ผู้ชายและผู้หญิง จะต้องยอมรับความผิดทุกอย่างที่เราก่อไว้ในการใช้ความสัมพันธ์ระยะสั้นอย่างเห็นแก่ตัว เราจะแก้ตัวอย่างไรเมื่อพระองค์ทรงถามถึงเหตุผลในการกระทำและมุมมองความสัมพันธ์ของเรา ถ้าพระเจ้าทรงเห็นแม้กระทั่งนกกระจาบที่ร่วงจากท้องฟ้า (มัทธิว 10: 29) คุณคิดพระองค์จะทรงมองข้ามหัวใจที่แตกสลายและความเจ็บปวดที่เราก่อขึ้นในความสัมพันธ์ที่เห็นแก่ตัวอย่างนั้นหรือ
คนรอบข้างเราอาจจะทำผิด แต่เมื่อชีวิตสิ้นสุดลง เราไม่ต้องตอบคำถามของใครนอกจากพระเจ้า การกระทำของเราไม่เคยรอดพ้นสายพระเนตรไปได้ แต่ก็ยังมีข่าวดี พระเจ้าผู้ทรงเห็นความบาปของเรานั้นทรงพร้อมที่จะยกโทษให้เมื่อเราสารภาพและกลับใจ
จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงอภัยให้บาปทุกอย่างที่ผมได้ทำต่อพระองค์และต่อแฟนที่ผมเคยมี ผมไม่จำเป็นจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างรู้สึกผิดหรือเกรงกลัวอนาคต เพราะเรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสิ่งใหม่ ฝันร้ายแบบงานแต่งงานของแอนนาจะไม่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าเราจะทำผิดมาสักกี่ครั้งในอดีต
นี่คือพระเมตตา พระกรุณาที่ควรจะหนุนใจให้เราดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างแตกต่าง
ผมคือคนบาปที่ไม่คู่ควรที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะช่วยชีวิตและให้อภัย
นี่คือความรัก
และเพราะผมได้สัมผัสแล้ว เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผม ผมได้ตัดสินใจที่จะมีชีวิตตามแนวทางของพระองค์ ผมเชื้อเชิญคุณเช่นกัน ด้วยความรักที่พระองค์มีต่อเรา ให้เราเห็นแก่ความบริสุทธิ์ไร้มลทินเพื่อพระองค์

#1 By กัสจัง on 2005-10-06 17:56