IKDG - ตอนที่ 1 บทที่ 2

posted on 10 Oct 2005 17:01 by ambiguous  in christianity, love, translation

บทที่ 2 กฎเล็กๆของความสัมพันธ์ (ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่): ความสุขจากความใกล้ชิดคือรางวัลแห่งการผูกมัด

 

สามนาทีก่อนรายการจะเริ่ม จากหลังเวที ผมได้ยินเสียงผู้ชมในห้องส่งปรบมือ ผู้ช่วยผู้ผลิตรายการสวมหูฟัง เดินนำผมไปยังห้้องเล็กๆด้านขวาของฉาก รอที่นี่นะครับ ผมจะมาเรียก เขากล่าวแล้วเดินหายไป

คนที่นั่งรออยู่แล้วในห้องแคบๆนั้นคือแขกรับเชิญอีกคนของรายการ นักแสดงชื่อเบน อัฟเฟลค เขากำลังดูผู้ดำเนินรายการกล่าวเปิดรายการอยู่ทางโทรทัศน์เล็กๆ

เป็นไง เขาถามขณะผมนั่งลงข้างๆ

ก็ดีครับ ผมตอบ แต่ผมไม่เคยออกทีวีมาก่อน ก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อย
เขาพยักหน้า ผมออกมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่เลย ไม่เป็นไรหรอก

ผู้ชายที่สามหูฟังโผล่หน้ากลับเข้ามาในห้อง เตรียมพร้อมเลยครับ อีก 30 วินาที

 

 

นักต่อต้านการเดท

 

 

รายการโทรทัศน์วันนั้นคือ Politically Incorrect ผู้ดำเนินรายการคือบิล มาเฮอร์ซึ่งเคยแสดงตลก ปากไว และขวานผ่าซาก แต่ละคืนบิลและแขกรับเชิญจากวงการต่างๆจะมาถกเถียงกันเรื่องการเมืองและประเด็นที่ได้รับความสนใจในขณะนั้น

แขกรับเชิญที่มามักตกอยู่ในกลุ่มที่เดากันได้ นักแสดง นักการเมือง นักร้อง นักแสดงตลก และพวกสุดโต่งที่มีความคิดแปลกๆ ในฐานะที่เป็นผู้เขียนหนังสือ I Kiss Dating Goodbye ผมถูกจัดอยู่ในกลุ่มหลังสุด

เนื่องจากรายการดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีน้ำเสียงเสียดสี ผมรู้ว่าการอธิบายความคิดของผมให้ทุกคนเข้าใจเป็นเรื่องยาก แต่มันกลับยากยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้ ผมเริ่มหวั่นตั้งแต่เดินเข้าฉากพร้อมกับเสียงประกาศแนะนำว่าผมเป็น นักต่อต้านการเดท

แขกรับเชิญคืนนั้นมีสตีเฟน ไรท์ นักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงในด้านตลกหน้าตาย ครีีสทีน โอดอนเนล ซึ่งเป็นคริสเตียนผู้รอบรู้ด้านสื่อและมาออกรายการนี้ 14 ครั้งแล้ว และเบน อัฟเฟลคซึ่งด้วยหน้าตาและความโ่ด่งดังคงเป็นเหตุผลเดียวที่จะทำให้สาวๆนับพันเปลี่ยนช่องมาชมรายการนี้

กล้องหันมา พระเจ้า อย่าปล่อยให้ผมพูดอะไรโง่ๆออกไปเชียวนะ บิล มาเฮอร์มองมาที่ผม มาพูดถึงหนังสือของคุณกันสักหน่อย เขากล่าวพร้อมหยิบหนังสือขึ้นมา แหวกแนว น่าสนใจทีเดียว โดยรวมแล้วคุณบอกว่าวิธีดีที่สุดที่จะตามหาคนในฝันของเราคือการเลิกเดท

ก่อนที่ผมจะตอบ เบน อัฟเฟลคก็แทรกขึ้นมา คุณจะตามหาคนในฝันของคุณได้ยังไงล่ะถ้าเลิกเดท

จริงๆแล้วมันไม่ใช่แค่ เลิกเดท เท่านั้นหรอกครับ ผมพูด เหตุผลก็คือมีอะไรหลายๆอย่างในความสัมพันธ์ปัจจุบันนี้ที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว เราคบกันอย่างไม่มีจุดหมาย เราต้องการความรักแต่ไม่ต้องการการผูกมัด และนี่คือจุดที่ผมท้าทายให้ทุกคนหันกลับมามองอีกครั้งว่าทำไมพวกเขาถึงคบกันและรอจนกว่า...

แล้วทำไมการผูกมัดจะต้องเป็นจุดหมายด้วยล่ะ บิลขัด

ยังมีทางเลือกอื่นนอกจากนี้อีกเหรอครับ ผมถามกลับ ถ้าไม่ใช่เพื่อการผูกมัด คุณก็คบไปยังงั้นๆน่ะเหรอ

แบบนั้นน่ะเห็นแก่ตัว คริสทีน โอดอนเนลเข้าข้างผม

ไม่นะ มันก็แค่ลองดูเฉยๆ เบนพูดยิ้มๆ คงรู้นะว่าผมหมายถึงอะไร ผู้ชมพากันปรบมือแสดงความเห็นด้วย

ทำไมพวกคริสเตียนนี่อยากจะให้ทุกคนทำตามอย่างพวกคุณกันนักนะ บิลถามด้วยความรำคาญ ถ้าเกิดทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิงต่างก็ไม่ต้องการการผูกมัดล่ะ ถ้าเกิดพวกเขาแค่อยากจะสนุกกันเท่านั้น

 

 

เพื่ออะไรกันแน่

 

ถ้าเป็นคุณคุณจะตอบคำถามของบิลว่าอย่างไร ปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ส่วนมากเป็นแบบที่เขาบอก คนสองคนอยากใช้เวลาดีๆร่วมกันโดยไม่สนใจอย่างอื่น นั่นเป็นปัญหาหรือเปล่า จำเป็นไหมที่การผูกมัดจะต้องเป็นเป้าหมายของความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาว
คำตอบของคุณสำคัญมากนะครับ ผมเชื่อว่าปัญหาพื้นฐานของความสัมพันธ์ในปัจจุบันคือการแยกความรักกับการผูกมัดออกจากกัน
ตอนเจมีอยู่ม.4 ทรอยแฟนของเธออยู่ม.6 ทรอยมีทุกอย่างที่เจมีต้องการจากผู้ชายคนหนึ่ง และตลอด 8 เดือนที่คบกันไม่มีอะไรสามารถแยกทั้งคู่ออกจากกันได้ แต่สองเดือนก่อนทรอยจะเข้ามหาวิทยาลัย จู่ๆเขาก็ประกาศว่าเขาไม่ต้องการเห็นหน้าเจมีอีกต่อไป
การเลิกกันเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับฉัน เจมีบอกผมหลังจากนั้น แม้ว่าทางร่างกายแล้วพวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปกว่าการจูบ เจมีก็ให้หัวใจและความรู้สึกทั้งหมดกับทรอยไปแล้ว ทรอยสนุกกับความใกล้ชิดตราบเท่าที่มันสนองความต้องการของเขา จากนั้นก็ปฏิเสธเธอเมื่อเขาพร้อมที่จะก้าวต่อไป
เรื่องของเจมีฟังดูคุ้นๆไหมครับ คุณอาจเคยได้ยินเรื่องราวคล้ายๆกันจากเพื่อน หรือคุณอาจประสบด้วยตนเองด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ส่วนมาก เจมีกับทรอยใกล้ชิดกันโดยแทบจะไม่ได้คิดหรือไม่ได้คิดเลยเรื่องการผูกมัดหรือผลที่จะได้รับเมื่อความสัมพันธ์จบลง เราอาจโทษทรอยได้ว่าเป็นคนโง่ แต่ให้พวกเราถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองด้วย จุดหมายของความสัมพันธ์คืออะไร บ่อยครั้งเราวิ่งตามความสัมพันธ์เพียงเพราะอยากจะมีความสัมพันธ์ คนสองคนใกล้ชิดกันโดยไม่ได้คำนึงถึงการผูกมัดระยะยาวอย่างจริงจัง
คิดให้ดีๆนะครับ การปล่อยให้เกิดความใกล้ชิดจนลึกซึ้งโดยไม่ได้กำหนดระดับการผูกมัดนั้นเป็นเรื่องอันตราย เหมือนการไปปีนเขากับคู่หูผู้ไม่แน่ใจว่าเขาอยากจะรับผิดชอบดึงเชือกให้คุณ เมื่อคุณอยู่บนภูเขาสูงจากพื้นขึ้นไป 2000 ฟุต คุณไม่อยากจะฟังหรอกว่าอีกฝ่ายเกิดรู้สึก ไม่มีอิสระ ในความสัมพันธ์ของพวกคุณ ในแบบเดียวกัน หลายๆคนต้องเจ็บปวด เมื่อพวกเขาเปิดเผยตัวตนทั้งทางกายและใจ แล้วก็ถูกทอดทิ้งเมื่ออีกฝ่ายบอกว่ายังไม่พร้อมสำหรับ การผูกมัดอย่างจริงจัง

 

กฎเล็กๆ

 

 

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดนั้นเป็นประสบการณ์ที่สวยงามที่พระเจ้าทรงมอบให้เรา เนื่องจากพระองค์ทรงทราบดีว่าผู้ชายไม่ควรจะอยู่คนเดียว จึงทรงสร้างผู้หญิงขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือและเติมเต็มเขาอย่างสมบูรณ์ (ปฐมกาล 2: 18) แต่พระเจ้าทรงให้การเติมเต็มแห่งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเป็นเพียงผลพลอยได้จากความรักที่วางรากฐานอยู่บนการผูกมัดเท่านั้น หากเราต้องการจะได้รับผลดีจากแผนการของพระองค์ เราก็ควรเชื่อมการตามหาความใกล้ชิดเข้ากับการตามหาการผูกมัดอีกครั้ง ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่ากฎเล็กๆแห่งความสัมพันธ์

 

ความสุขจากความใกล้ชิดคือรางวัลแห่งการผูกมัด

 

เราทุกคนต้องการความใกล้ชิด มันหมายถึงการได้อยู่ใกล้ใครสักคน มันเปราะบาง ไม่ปิดบัง ต้องพึ่งพากันและกัน มันคือการให้และการรับส่วนที่ล้ำลึกที่สุดของเรา ความหวัง ความหวาดกลัว ความลับ ความรัก กับใครอีกคน ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดซึ่งทำใ้ห้เรารู้จักและเป็นที่รู้จักโดยใครอีกคนนั้น เป็นสิ่งที่เติมเต็มและส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต มันเป็นของขวัญจากพระเจ้า
ในชีวิตคนเรามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดหลายประเภท เราสามารถผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน กับสมาชิกในครอบครัว กับเพื่อนร่วมงาน แต่ที่ลึกซึ้งที่สุด มีความหมายมากที่สุดในบรรดาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทั้งหมด (นอกเหนือจากความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนกับพระเจ้า) ก็คือระหว่างสามีภรรยา ซึ่งไม่เพียงแต่หัวใจของทั้งสองเท่านั้นที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน แต่รวมถึงร่างกายผ่านทางเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่คนสองคนจะรู้จักกันอย่างลึกซึ้ง

สิ่งที่ความสัมพันธ์ทุกประเภทมีเหมือนกันก็คือความเชื่อใจ เราผูกพันใกล้ชิดกับคนที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่าพวกเขาซื่อสัตย์ต่อเรา คนที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะรักษาสิ่งที่เราให้เมื่อเวลาผ่านไป เราผูกพันใกล้ชิดกับคนที่มั่นคงต่อเรา อุทิศตัวต่อเรา ผูกมัดต่อเรา
คุณอาจพูดได้ว่าความใกล้ชิดระหว่างผู้ชายและผู้หญิงนั้นเหมือนน้ำตาลโรยหน้าเค้กแห่งความสัมพันธ์ซึ่งมุ่งสู่การแต่งงาน หากเรามองความใกล้ชิดเช่นนั้น มันก็ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ในการเดทส่วนใหญ่คือน้ำตาลล้วนๆ มันไม่มีจุดประสงค์หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ส่วนมากระยะการเดทจะค่อนข้างสั้นและตอบสนองความต้องการชั่วขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรายังเด็ก เราเดทเพราะเราอยากจะลิ้มรสความสุขทางความรู้สึกและทางกายจากความใกล้ชิดโดยไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องการผูกมัด

 

 

จากระเบียงหน้าบ้านถึงเบาะหลัง

 

 

นี่คือการปฏิวัติในการเดท เราควรทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเดท นั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่และเพิ่งจะปฏิบัติกันเมื่อไม่นานมานี้เอง จากมุมมองของผม การเดทเป็นผลพวงของวัฒนธรรมอเมริกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยความบันเทิงและการบริโภคแบบใช้แล้วทิ้ง

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ความสัมพันธ์ระหว่างความใกล้ชิดและการผูกมัดนั้นเหนียวแน่นยิ่งกว่าในปัจจุบันมากที่เดียว ปกติแล้วผู้ชายและผู้หญิงจะเริ่มมีความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาวกันก็ต่อเมื่อพวกเขาวางแผนจะแต่งงานกัน ถ้าฝ่ายชายมาใช้เวลาที่บ้านฝ่ายหญิง ทั้งสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนฝูงจะรู้ได้ทันทีว่าเขาตั้งใจจะขอเธอแต่งงาน แต่การผันแปรทางวัฒนธรรมและกำเนิดของรถยนต์ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ เกิด กฎ ใหม่ที่ทำให้ผู้คนหมกมุ่นอยู่กับความตื่นเต้นที่เกิดจากความรักแบบหนุ่มสาวโดยไม่ต้องคำนึงถึงการแต่งงาน เบธ เบลีย์บันทึกการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในหนังสือชื่อ From Front Porch to Backseat กล่าวถึงความแตกต่างของค่านิยมในสังคมเมื่อการเดทได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ความใกล้ชิดไม่จำเป็นจะต้องมาพร้อมกับพันธะหรือความรับผิดชอบที่มากขึ้นต่ออีกฝ่ายอีกต่อไป คนสามารถสนุกสนานกับความรักได้เหมือนกับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการประเภทหนึ่งเท่านั้น
ตั้งแต่ช่วง 1920 ความใกล้ชิดและการผูกมัดถูกแยกออกห่างจากกันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หนังสือชื่อ A Return to Mosdesty ของเวนดี ชาลิท พูดถึงการที่คนรุ่นใหม่ทำให้ความสัมพันธ์ทางเพศเป็นจุดหมายและจุดจบในตัวของมันเอง การผูกมัดกลายเป็นความคิดโบราณ ชาลิทกล่าวว่าเราหาสิ่งอื่นมาแทนที่ ซึ่งก็คือการมีคู่ เธออธิบายว่า

 

ท้ายที่สุดแล้วการมีคู่ก็คือการแสดงความใกล้ชิดที่ปราศจากการผูกมัด คนสองคนมีช่วงเวลาดีๆและหาความสนุกของเพศสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดโดยไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆในความสัมพันธ์ ที่น่าประหลาดก็คือ ชาลิทชี้ให้เห็นว่าแม้แต่การเดทอย่างผิวเผินนี้ก็ยังเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับคนโสดหลายคน พวกนี้เลิกเดทเหมือนกัน แต่ด้วยเหตุผลที่ผิด แทนที่จะเลิกเดทเพราะต้องการรอตามหาความสัมพันธ์ที่มีการผูกมัด พวกเขาไม่เดทเพราะแม้แต่การเดทเองก็ยังเป็นการผูกมัดมากเกินไป

 

 

การมีคู่ที่ใสสะอาดแบบคริสเตียน

 

 

ชาวคริสเตียนเห็นด้วยว่าการมีเพศสัมพันธ์นอกเหนือจากในการผูกมัดตลอดชีวิตของการแต่งงานนั้นเป็นบาป แต่ในขณะที่เราไม่เห็นดีเห็นงามกับการมีคู่เพื่อเพศสัมพันธ์ เราก็มีการจับคู่แบบคริสเตียนที่ดู สะอาดสะอ้าน ของเราเองสำหรับการเดทเพื่อความบันเทิง ความจริงคือเราเองก็หลงเชื่อค่านิยมที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมนี้เช่นเดียวกัน เราอาจไม่ได้ปฏิบัติตามความเชื่อดังกล่าวจนพบบทสรุปแบบเดียวกับคนอื่นๆ แต่เราก็ยังคงยึดความเชื่อแบบเดียวกันอยู่ดี เราล้าหลังคนอื่นๆบนเส้นทางสายเดียวกันอยู่เพียงสองสามก้าวเท่านั้น เราต้องการความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาวเพราะเราอยากจะสัมผัสความรัก เพื่อจะมีช่วงเวลาดีๆ เพื่อจะได้ประสบการณ์ เพื่อจะได้ดูว่าเราต้องการอะไรเมื่อถึงวันหนึ่งที่เราพร้อมจะผูกมัดกับคนคนเดียว
อย่างที่ผมเล่าในบทก่อนหน้านี้ ชีวิตของผมเองเป็นตัวอย่างของความเชื่อผิดๆนี้ แม้ผมจะเลิกติดตามความบาปแห่งเพศสัมพันธ์ที่เห็นได้ชัด ผมก็ยังมีคู่ทางความคิด เพียงแต่เปลี่ยนจากการมีคู่ทางกายมาเป็นทางใจเท่านั้น ผมอยากจะสนุกกับความรักก่อนแต่งงาน อยากจะใกล้ชิดกับใครก็ได้ที่ผมต้องการ ผมไม่ได้คิดถึงการผูกมัดเลยสักนิด

 

 

 

ความรักและความภักดี

 

 

สิ่งที่เรามองไม่เห็นก็คือความใกล้ชิดที่เราได้รับจากการมีคู่ทางใจนั้นก็เป็นเรื่องจอมปลอมเช่นกัน ความรักนั้นหอมหวานที่สุดเมื่อมันเติบโตบนความสัมพันธ์ที่มีการอุทิศตัวอย่างลึกซึ้ง
ความสุขจากความใกล้ชิดคือรางวัลแห่งการผูกมัด
ในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เราพบว่ากฎเล็กๆแห่งความสัมพันธ์นี้เป็นส่วนสำคัญของรักแท้ ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาหรือการผูกมัดกับประชาชนอิสราเอลเพื่อพวกเขาจะได้รู้จักพระองค์อย่างลึกซึ้ง ประเพณีการแต่งงานก็อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ผู้ชายและผู้หญิงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวและมีความใกล้ชิดกันอย่างลึกซึ้งก็ต่อเมื่อพวกเขาประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะรักกันตลอดไป
สุภาษิต 3: 3 กล่าวว่า อย่าให้ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ทอดทิ้งเจ้า จงผูกมันไว้ที่คอของเจ้า จงเขียนมันไว้ที่แผ่นจารึกแห่งหัวใจของเจ้า พระเจ้าทรงประสงค์ให้ความรักและความภักดีเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในแผนการของพระองค์ ผลประโยชน์ส่วนบุคคลที่ได้จากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจจะมาพร้อมกับความรักที่เสียสละและการผูกมัดที่อุทิศตนเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของอีกฝ่ายเสมอ
วิถีทางแห่งความบาปนั้นพยายามจะแยกทั้งสองออกจากกัน ในสุภาษิตบทที่ 7 เราพบว่าหญิงโสเภณีล่อลวงเหยื่อของนางด้วยการเสนอความพึงพอใจที่จะได้จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไร้พันธะ มาเถอะ ให้เรามาอิ่มด้วยความรักจนรุ่งเช้า ให้เราทำตัวของเราให้ปีติยินดีด้วยความรัก (ข้อ 18) นี่คือการทำงานของบาป มันเรียกให้เรา ปีติยินดีด้วยความรัก โดยไม่สนใจผลกระทบต่อผู้อื่น มันเสนอความใกล้ชิดที่ไม่มีพันธะ

การติดตามความรักที่ไม่มีการผูกมัดนั้นก่อให้เกิดตัณหาทั้งทางกายและใจซึ่งไม่อาจได้ดับได้อย่างแท้จริง ใน 1 เธสะโลนิกา 4: 6 พระคัมภีร์เรียกมันว่า การล่วงเกิน การหาประโยชน์จากคนอื่นโดยให้ความหวังแต่ไม่ตามสัญญา ศิษยาภิบาลสตีเฟน โอลฟอร์ดอธิบายคำว่าการล่วงเกินไว้ว่าเป็น การปลุกความต้องการที่ไม่อาจเิติมเต็มได้อย่างชอบธรรม สัญญาที่เราไม่สามารถรักษาได้

ความใกล้ชิดที่ไม่มีการผูกมัด เช่นเดียวกับน้ำตาลโรยหน้าเค้ก หวาน แต่สุดท้ายก็ทำให้เราไม่สบายได้

 

 

ปฏิบัติตามกฎ

 

 

อย่างที่คุณเห็น ความใกล้ชิดที่ปราศจากการผูกมัดนั้นขัดแย้งกับสิ่งที่พระคัมภีร์สอนเกี่ยวกับรักแท้ แทนที่จะไม่ยึดตนเองเป็นใหญ่ มันเห็นแก่ตัว แทนที่จะอดทน มันหุนหันพลันแล่น แทนที่จะเห็นแก่ประโยชน์ระยะยาวของอีกฝ่าย มันสนใจแต่ความต้องการในขณะนั้น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรจำไว้ว่าความสุขจากความใกล้ชิดคือรางวัลแห่งการผูกมัดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ กฎเล็กๆนี้เป็นแนวทางที่จะรักคนอื่น มันตัดสินใจทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นโดยไม่เรียกร้องความใกล้ชิดที่ไม่สามารถมาพร้อมกับการผูกมัดได้

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเลิกเดท ไม่ใช่ว่าผมไม่ต้องการจะแต่งงาน ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะมีความรัก แต่ผมเข้าใจแล้วว่าผมต้องเก็บความรักไว้จนกว่าผมจะสามารถตามหาความใกล้ชิดพร้อมๆกับตามหาการผูกมัดได้

มันไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่มีความสัมพันธ์หรือความใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามเอาเสียเลย แต่ผมมีความสัมพันธ์ที่เหมาะสมและความใกล้ชิดที่เหมาะสมมากกว่า ผมมีมิตรภาพกับผู้หญิงและความสัมพันธ์แบบนั้นก็พัฒนาและเติบโต

ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราไม่ควรจะละทิ้งหรือเลิกสนใจความสัมพันธ์กับคนต่างเพศ ทำไมหรือครับ เพราะพระเจ้าทรงบอกให้พวกเราคริสเตียนมีการผูกมัดต่อกันและกันแบบ พี่น้อง ในพระคริสต์ (1 ทิโมธี 5: 1-2) เราเป็นครอบครัวเดียวกัน และแม้ว่าจะมีขอบเขตระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เราก็ไม่ควรจะปัดความรับผิดชอบที่จะดูแล หนุนใจ และเสริมสร้างพี่น้องของเรา

แต่เราจะสามารถใกล้ชิดกันได้มากแต่ไหนก่อนที่มิตรภาพจะถูกนิยามใหม่ เราจะเป็นเพื่อนกันได้มากแค่ไหนก่อนหัวใจเราจะเปลี่ยนเกียร์ กฎเล็กๆแห่งความสัมพันธ์จะช่วยเราตอบคำถามเหล่านี้ เราไม่สามารถขอความใกล้ชิดและความภักดีทางใจได้มากกว่าระดับการอุทิศตัวที่แท้จริงของเรา หากเราไม่สามารถผูกมัดอย่างลึกซึ้งและแต่งงานกับอีกฝ่ายได้ เราก็ควรหยุดระดับความใกล้ชิดเอาไว้ที่แบบเพื่อน

ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจว่าแนวคิดนี้อยู่นอกเหนือจากคำถามที่ว่าคุณควรจะ เดท ใครอย่างเป็นทางการหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าการเดทใครสักคนและการวางตัวในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับความรักมักเร่งให้เกิดความใกล้ชิดในความสัมพันธ์ แต่คุณไม่จำเป็นจะต้องออกไปเดทเพื่อสร้างความใกล้ชิดที่ไม่เหมาะสม คุณสามารถทำเช่นนั้นได้ทางโทรศัพท์ ทางอีเมลล์ หรือการเดทเป็นกลุ่ม การที่ผู้ชายและผู้หญิงมารับประทานอาหารกลางวันด้วยกันนั้นไม่ใช่ประเด็น ปัญหาคือความใกล้ชิดในความสัมพันธ์นั้นเหมาะสมกับระดับการผูกมัดของคุณหรือไม่ต่างหาก

 

คิดก่อนขอ

 

 

ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่ใส่ใจกับผลประโยชน์ของอีกฝ่ายมากกว่าความพอใจชั่วคราวของตนเอง กฎเล็กๆแห่งความสัมพันธ์ไม่ได้ป้องกันปัญหาหรือความล้มเหลว แต่มันก็นำทางเราไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า มันช่วยให้เราปฏิบัติตามพระมหาบัญชาข้อที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองซึ่งก็คือจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มัทธิว 22: 39)

แล้วความสนุกสนานที่เราจะพลาดไปเพราะต้องรอความรักที่มาพร้อมกับการผูกมัดล่ะ ผมไม่คิดว่าเราพลาดอะไรไปมากนักหรอกครับ การมีคู่ให้ความพึงพอใจได้เพียวชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อผมออกรายการ Politically Incorrect ผู้ดำเนินรายการถามผมว่าทำไมการผูกมัดจะต้องเป็นจุดหมาย ถ้าทั้งสองแค่อยากจะสนุกกันล่ะ

นั่นเป็นเป้าหมายของความสัมพันธ์จำนวนมาก ผมยอมรับ และผมรู้ว่าพวกเขาคงไม่เลิกทำแบบนั้นเพียงเพราะผมเขียนหนังสือขึ้นมา แต่ผมอยากให้พวกเขาเห็นความสวยงามของความสัมพันธ์ที่วางรากฐานอยู่บนการผูกมัด เพราะหลายคนไม่เคยสนใจและใช้ชีวิตเพียงเพื่อความสนุกแล้วในที่สุดก็พบว่าชีวิตของพวกเขาว่างเปล่า

คุณเคยสัมผัสความว่างเปล่าในความสัมพันธ์ของคุณไหม คุณอยากจะนำความใกล้ชิดและการผูกมัดกลับมารวมกันอีกครั้งไหม บางทีเมื่อเรา แค่ลองดู โดยไม่คำนึงถึงการผูกมัดอาจเป็นความเห็นแก่ตัว บางทีความสนุกสนานที่ดูไม่มีพิษมีภัยในความรักเพื่อความบันเทิงอาจอันตรายมากกว่าที่เราคิด

ผมเสียใจที่เพิ่งอ่านพบเมื่อไม่นานมานี้ว่า เบน อัฟเฟลคเข้ารับการรักษาที่คลินิกฟื้นฟูสำหรับผู้ติดเหล้า บทความนั้นอ้างคำพูดเพื่อนๆของเขาว่าเขาเริ่มดื่มหนักเมื่อดาราสาวชื่อดังที่คบกันอยู่บอกเลิก เหล้าเป็นทางเดียวที่สามารถทำให้เขาลืมความเจ็บปวด แม้แต่ดาราดังอย่างนั้นก็อกหักได้เหมือนกัน

ผมจำได้ว่าเขาพูดอะไรก่อนรายการคืนนั้นจะเริ่ม ผมถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้รับรางวัลออสกา มีทั้งชื่อเสียงและอาชีพการงานที่ก้าวหน้า

นั่นเป็นสิ่งที่คุณฝันถึงมาตลอดรึเปล่า ผมถาม

ก็คงงั้น เขาตอบ แต่มันต้องแลกมาด้วยราคาแพง การเป็นดาราเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ก่อปัญหาในความสัมพันธ์ของเขา คุณคงต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะขออะไร เขาสรุป

ผมคิดว่านั่นคือเรื่องราวของคนรุ่นเราที่หาความพึงพอใจจากความสัมพันธ์ เราขอความใกล้ชิดที่ไม่มีพันธะ เราขอเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีความผูกพัน เราขอความสุขจากความรักโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องสาบาน ไม่ต้องเสียสละ

และเราก็ได้อย่างที่เราขอ

แต่ผลลัพธ์กลับไม่ใช่สิ่งที่เราหวังไว้ แล้วเราก็ถูกทิ้งให้รู้สึกว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม ความใกล้ชิดนั้นผิวเผิน เพศสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้เราพอใจแต่กระหายหาสิ่งที่จริง สิ่งที่เที่ยงแท้

ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน มันคือความรักของพระเจ้า ความรักที่มีความภักดีเป็นพื้นฐาน ฝักรากอยู่ในการอุทิศตน

ความสุขจากความใกล้ชิดคือรางวัลแห่งการผูกมัด

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รู้สึกว่าคราวนี้จะกระชับได้สัดส่วนดีนะ
อ่านมาจนจบแล้วไม่รู้ตัวเลย
ถ้าคบกันแล้วไม่คิดไปไกลๆก็แย่นะ
เหมือนกำลังหลอกลวงกันยังไงไม่รู้สิเนอะ
แล้วจะเรียกว่ารักได้เหรอ ใช่มะ

#1 By Life Goes On on 2005-10-10 17:34

งืม เราว่าเปนหนังสือที่ดีนะ
แทรกคำสอนเยอะแยะเลย
อ่านแล้วหนุกดีค่ะ^ ^

#2 By ~※nocturnal_[Mi-ra-ge]※~ on 2005-10-10 18:05

ยาวมากเลยยย

#3 By กัสจัง on 2005-10-10 18:11

สิ่งมีชีวิตที่เรีบกว่าคนมันเครียดอ่ะ ลองอ่านเรื่องอื่นก่อนน่าจะสนุกกว่า

ลองอ่าน สมุดปกดำกับใบไม้สีแดงน่าจะอ่านง่ายสุดแล้วล่ะ

ส่วนบล๊อกวันนี้เดี๋ยวกลับบ้านไปอ่าน แล้วค่อยมาตคอมเมนต์แล้วกัน....

#4 By ลิ่ว on 2005-10-10 18:35

ลิ่ว >> แนะนำช้าไปแล้วค่ะ นั่นเป็นเล่มแรกที่อ่านเลยแหละ แล้วก็จบนะ แต่แบบ... เค้าใช้เวลาคิดนานแค่ไหนเนี่ย

#5 By มุก on 2005-10-10 18:48

แอบคิด ว่า..............กฏ
มันเอาไว้แหก
กรากกกกกกกกกกกคลั่ง ๆๆๆๆ

#6 By Prophet Doll...Myo_Jin on 2005-10-10 21:15

เดทในความหมายจริงๆ ก็ไม่รู้นะ
แต่ยังติดกับค่านิยมที่ว่า เดทคือการออกไปเที่ยวข้างนอกอยู่.........

แหม ได้แนวเดทใหม่แล้วสิเรา

#7 By ~Trigger~ on 2005-10-10 22:57

ปิดเทอมนี้ มุกศรีกับเตยศักดิ์ ไม่ไปเที่ยวไหนกันเหรอ ?

#8 By fuxsuxlux on 2005-10-11 04:27

OMGGGG!!! ต้องใช้เวลาอ่านนานหน่อย

#9 By [Diablo]Amezon'Poori on 2005-10-11 08:48

ยังไม่ได้นอนเลย อ่านไม่ไหวครับ แต่สัญญาว่าตื่นแล้วจะมาอ่าน เอ..คนทับแก้วหรือเปล่าครับ คณะอักษรศาสตร์หรอครับ

ถ้าใช่ ก็สถาบันเดียวกันครับ ^^

นอนก่อนเน่อ - -"

#10 By แปะโกจู on 2005-10-11 10:13

/me มองเม้นของพี่ทิง
จะเอาไปใช้กับใครล่ะนั่น

ชอบประโยคท้ายๆแฮะ ฮ่าๆ อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นดี ^ ^

เอาล่ะ อ่านแล้วมันเตือนสติตัวเองพิกล .. คงต้องเริ่มทำอะไรจริงๆจังๆบ้างแล้วสินะ กับความรักเนี่ย - -+

#11 By KiBiiz* on 2005-10-11 15:29

ใช่ค่ะ อยู่อักษร

แถวนี้คนศิลปากรเยอะนะเนี่ย

#12 By มุก on 2005-10-11 15:31


หากเราไม่สามารถผูกมัดอย่างลึกซึ้งและแต่งงานกับอีกฝ่ายได้ เราก็ควรหยุดระดับความใกล้ชิดเอาไว้ที่แบบเพื่อน

จริงๆด้วย

#13 By sea~of~love on 2005-10-11 19:00