IKDG - ตอนที่ 1 บทที่ 4
posted on 18 Oct 2005 17:17 by ambiguous in christianity, love, translationในบทก่อนผมได้พูดถึงลักษณะ 7 ประการของการเดทที่บกพร่องไปแล้ว มันอาจจะท้าทายความคิดของคุณเกี่ยวกับการเดท ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณคงพูดกับตัวเองว่า ฉันเห็นด้วยว่าการเดทมีปัญหา แต่จะทำยังไงล่ะ คริสเตียนจะหลีกเลี่ยงการเดทที่บกพร่องไ้ด้ยังไง
ขั้นแรกก็คือเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อความสัมพันธ์ครับ พูดง่ายทำยากจริงไหม แต่ในเอเฟซัส 4: 22-24 เปาโลย้ำกับเราว่าพระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นเป็นคนใหม่ที่สามารถละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆได้ผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์
ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่านซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย อันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง และจงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่ และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
ตราบใดที่เราไม่เปลี่ยนความคิดที่มีต่อความรักและความสัมพันธ์ใหม่แล้ว เราก็ยังจะตะเกียกตะกายอยู่ในปลักแห่งการเดทที่บกพร่องต่อไป
ในบทนี้ผมจะพูดถึงมุมมองที่ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราใช้มองความรักอย่างตรงไปตรงมา ต่อไปนี้คือ ท่าทีใหม่ ที่สำคัญมาก 5 ประการซึ่งจะช่วยให้เราเป็นอิสระจากลักษณะด้านลบของการเดท ทั้งหมดครอบคลุม 3 ประเด็นคือ ความรัก ความบริสุทธิ์ และความเป็นโสด เราจะขยายความประเด็นทั้งสามในตอนต่อๆไป แต่การเปลี่ยนแปลงท่าทีที่จะบรรยายในบทนี้จะเป็นตัวอย่างท่าทีที่ปฏิบัติได้จริงที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากผู้ที่ต้องการจะถวายพระเกียรติ์แด่พระองค์ด้วยชีวิตทั้งชีวิต
1. ความสัมพันธ์ทุกประเภทคือโอกาสที่จะแสดงความรักของพระเจ้า
เบธานีเป็นนักศึกษาปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยคริสเตียน ชอบสังคม และเป็นที่รู้กันว่าเธอมักจะให้ท่า แต่ท่าทีส่วนใหญ่ที่เธอมีต่อผู้ชายนั้นเป็นเรื่องเสแสร้ง จุดศูนย์กลางของมันคือการดึงความสนใจมาที่ตัวเธอเองและเพื่อให้ได้ปฏิกิริยาตอบสนองจากใครก็ตามที่เธอชอบในขณะนั้น เบธานีเสียเวลาไปกับการพยายามทำให้ผู้ชายชอบเธอยิ่งกว่าจะใช้เวลานำพวกเขาไปสู่ความชอบธรรม
แต่เมื่อเบธานีเปลี่ยนมุมมองและเข้าใจว่ามิตรภาพกับผู้ชายคือโอกาสที่จะรักพวกเขาอย่างที่พระคริสต์ทรงรัก เธอก็กลับตัวจากการให้ท่ามาเป็นความรักที่ซื่อสัตย์และจริงใจ เธอปฏิบัติต่อผู้ชายเหมือนพวกเขาเป็นพี่น้องไม่ใช่คนที่อาจมาเป็นแฟนเธอได้ แทนที่จะเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและมีคนอื่นวนเวียนอยู่รอบๆ เธอเริ่มหาทางที่จะเป็นพระพรต่อผู้อื่น
โลกนี้จะรู้ว่าเราเป็นผู้ติดตามพระคริสต์โดยดูจากวิธีที่เรารักผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ เราต้องหัดรักอย่างที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ จริงใจ มีหัวใจของผู้รับใช้ และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่ด้วยความรักแบบเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยเนื้อหนังซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความรู้สึกดีๆ
2. ความโสดเป็นของขวัญจากพระเจ้า
ไมเคิลอายุ 21 ปี มีบุคลิกที่มีเสน่ห์เข้ากับหน้าตาที่ดูดี ในฐานะที่เป็นศิษยาภิบาลยุวชนฝึกหัด เขามีโอกาสมากมายที่จะพบสาวๆที่เป็นคริสเตียน แม้เขาจะมีความสามารถที่จะรับใช้ในขณะที่ยังโสดและยังไม่รู้สึกอยากจะแต่งงาน เขาก็เริ่มเดทผู้หญิงคนแล้วคนเล่า แม้เขาจะไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสีย การเดทระยะสั้นพวกนี้สามารถทำให้เขาสูญเสียความคล่องตัว อิสรภาพ และการจดจ่ออยู่ที่ความโสด เขายังมีความเชื่อแบบเก่าๆคือคิดว่าชีวิตเขาจะขาดอะไรบางอย่างไปถ้าเขาไม่มีแฟน
แต่เมื่อไมเคิลเปลี่ยนแปลงท่าทีของตนเองและมองความโสดเป็นของขวัญ เขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับมิตรภาพในช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงต้องการให้เขาเป็นโสด ผลที่ตามมาก็คือเขาสามารถแก้ไขความยุ่งเหยิงที่เกิดจากความสัมพันธ์ระยะสั้นเหล่านั้น เขามีเวลามากขึ้นมีพลังงานมากขึ้นที่จะรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างมิตรภาพที่ลึกซึ้งกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
จนกว่าคุณจะเข้าใจว่าความโสดคือของขวัญจากพระเจ้า คุณจะพลาดโอกาสอันน่าเหลือเชื่อ ขณะนี้คุณเองก็อาจจะคิดแล้วว่ามีโอกาสอะไรบ้างที่คุณอาจคว้าไว้ได้หากคุณเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการเดท ในช่วงที่เป็นโสดคุณมีอิสระที่จะสำรวจ เรียนรู้ และออกไปสู่โลกกว้าง ช่วงเวลาอื่นในชีวิตจะไม่มีโอกาสแบบนี้ให้คุณอีกแล้ว
3. เราไม่จำเป็นต้องมีแฟนจนกว่าเราจะพร้อมที่จะแต่งงาน
ท่าทีใหม่นี้เกิดจากกฎเล็กๆของความสัมพันธ์ที่เราพูดถึงกันไปในบทที่สอง ความสุขจากความใกล้ชิดคือรางวัลแห่งการผูกมัด เจนนีอายุ 17 และเดทกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งจากโบสถ์เดียวกันมาปีกว่าแล้ว ทั้งสองเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง และสักวันหนึ่งก็อยากจะแต่งงานกัน แต่คำว่า สักวัน นั้นคือปัญหา หากมองตามความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองคงไม่ได้แต่งงานกันเร็วๆนี้แน่นอน พวกเขายังมีหน้าที่ที่ต้องทำต่อพระเจ้าก่อนจะไปถึงขั้นนั้น
ท่าทีเก่าๆบอกว่าความใกล้ชิดนั้นทำให้เรารู้สึกดี เพราะฉะนั้นตักตวงมันเสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่ท่าทีใหม่บอกว่าหากคนสองคนไม่สามารถผูกมัดกันได้ก็ไม่ควรจะมีแฟน แม้มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย เจนนีก็บอกแฟนของเธอว่าพวกเขาควรจำกัดเวลาที่จะอยู่ด้วยกัน เชื่อว่าหากเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์ก็จะนำพวกเขากลับมาคู่กันในอนาคต พวกเขาหยุดระดับความใกล้ชิดจนกว่าจะสามารถเพิ่มระดับการผูกมัดได้ แม้จะต้องต่อสู้กับการแยกจากกันและคิดถึงความใกล้ชิดที่เคยมี ทั้งสองก็รู้ว่า ในระยะยาว ไม่ว่าจะได้แต่งงานกันหรือไม่ พวกเขาตัดสินใจทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อกันและกันแล้ว
พระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมาพร้อมความปรารถนาที่จะมีความใกล้ชิด และพระองค์จะทรงเติมเต็มความปรารถนานั้นแน่นอน ในช่วงที่เรายังโสด ความปรารถนานั้นก็ยังคงอยู่ แต่ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงขอให้เรารออย่างอดทน และในระหว่างนั้นก็สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งแบบเพื่อนกับพี่น้องในพระเจ้า
นี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องแต่งงานกับคนแรกที่คุณรักและใกล้ชิด แม้ผมจะรู้จักหลายคนที่แต่งงานกับคนแรกที่พวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแบบคนรักด้วย คงไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินตามรอยนั้น หลายคนคงจะได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับใครอีกหลายคนก่อนพระเจ้าจะทรงชี้นำคู่แต่งงานที่เหมาะสมให้ แต่เราก็ไม่ควรใช้ความจริงนี้มาเป็นข้ออ้างที่จะติดตามความรักเพียงเพราะต้องการความรักอย่างเห็นแก่ตัว ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะคิดถึงการแต่งงานหรือไม่ได้ตั้งใจจะแต่งงานกับใคร มันเห็นแก่ตัวและก่อให้เกิดความเสียหายได้ที่จะสนับสนุนให้ใครมาต้องการคุณเพื่อสนองตอบความต้องการทางใจหรือทางกายของคุณเอง
4.เราไม่สามารถ เป็นเจ้าของ ใครนอกเหนือจากการแต่งงานได้
ในสายพระเนตรพระเจ้าคู่แต่งงานนั้นเป็นหนึ่ง เมื่อคุณมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น คุณก็มักจะกระหายความเป็นหนึ่งเดียวจากการแบ่งปันชีวิตกับใครสักคน บางทีคุณอาจจะรู้สึกถึงความต้องการนั้นในตอนนี้ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าจนกว่าเราจะพร้อมที่จะผูกมัดในการแต่งงาน เราไม่มีสิทธิ์จะปฏิบัติต่อใครราวกับว่าเขาเป็นของเรา
ซาร่ากับฟิลิปเป็นนักเรียนม.6 และเดทกันมา 6 เดือนแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองดำเนินมาถึงจุดที่ค่อนข้างจริงจัง พวกเขาแทบจะไม่ห่างกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดสุดสัปดาห์ แลกรถกันขับ และรู้จักครอบครัวของอีกฝ่ายดีพอๆกับของตนเอง ความสัมพันธ์ทางร่างกายก็ค่อนข้างจริงจังด้วยเช่นกัน แม้จะยังไม่มีเพศสัมพันธ์ พวกเขาก็เกือบจะเลยเถิดไปหลายครั้ง
ท่าทีเก่าบอกว่าเราสามารถเป็น เหมือนคู่แต่งงาน ได้ หากเรารักใครสักคนจริงๆ แต่ท่าทีใหม่มองการอ้างสิทธิเหนือเวลา ความใส่ใจ และอนาคตของอีกฝ่ายก่อนแต่งงานเป็นการกระทำที่ผิด
ซาร่ากับฟิลิปรู้ตัวว่าต้องหยุดความสัมพันธ์ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ พวกเขาตัดโอกาสของแต่ละฝ่ายที่จะเติบโตและใช้เสียพลังงานที่ควรจะทุ่มเทให้กับการรับใช้และเตรียมตัวสำหรับอนาคตไปอย่างไร้ประโยชน์ด้วยการอ้างสิทธิเหนือชีวิตของกันและกัน พวกเขาวางแผนชีวิตที่จดจ่ออยู่ที่กันและกันโดยยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะแต่งงานกันหรือไม่ และในความเป็นจริง ถ้าพวกเขาเหมือนคู่รักมัธยมส่วนมาก สุดท้ายพวกเขาอาจจะแต่งงานกับคนอื่น
แม้ซาร่ากับฟิลิปจะยังคงความบริสุทธิ์ทางกายไว้ได้ หากคบกันต่อไป พวกเขาก็ยังคงอ้างสิทธิอันจะก่อให้เกิดความเสียหายทางใจและจิตวิญญาณของกันและกันได้ หากพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้ทั้งสองแต่งงานกันจริงๆในอนาคต การตัดสินใจที่จะหยุดความสัมพันธ์ในตอนนี้ก็จะไม่ทำอันตรายต่อแผนการของพระองค์แต่อย่างใด พวกเขาควรเลือกจะเชื่อฟังและหยุดความสัมพันธ์ที่ทำให้พวกเขาปล้นสิ่งดีๆจากชีวิตของกันและกันไป
คุณกำลังอ้างสิทธิในความรู้สึก จิตวิญญาณ หรือแม้แต่ทางร่างกายของใครหรือเปล่า ขอให้พระเจ้าแสดงให้คุณเห็นว่าคุณจำเป็นจะต้องประเมินความสัมพันธ์ครั้งนี้ใหม่หรือไม่
5. เราต้องหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจทำลายความบริสุทธิ์ทางกายและใจของเรา
เจสซิกาอายุ 16 ปี เป็นเด็กดีแต่ซื่อเกินไป แม้เธอจะยังไม่มีเพศสัมพันธ์และตั้งใจแน่วแน่ที่จะเก็บเพศสัมพันธ์ไว้สำหรับการแต่งงาน เธอก็ปล่อยให้ตนเองเข้าไปพัวพันในสถานการณ์อันตรายกับแฟนที่อายุมากกว่า ทั้งสองไปทำการบ้านที่บ้านเธอขณะแม่เธอไม่อยู่ ไปเดินเล่นบนภูเขากันตามลำพัง และจบการเดทในรถของเขา ถ้าพูดกันตรงๆ เจสซิกายอมรับว่าเธอชอบความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เหล่านี้ เธอคิดว่ามันโรแมนติกและทำให้เธอรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือแฟนของเธอซึ่ง พูดตรงๆอีกเหมือนกัน พร้อมจะมีความสัมพันธ์ทางกายมากเท่าทีเจสซิกาจะยอม
แต่เมื่อเจสซิการับท่าทีใหม่และเห็นว่าความบริสุทธิ์นั้นไม่ใช่แค่พรหมจรรย์ เธอสำรวจความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนเสียใหม่และพบว่าเธอเดินสวนทางกับความบริสุทธิ์ การหันกลับไปหาความบริสุทธิ์อีกครั้งนั้นจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอเลิกกับแฟนเพราะความสัมพันธ์นั้นจดจ่ออยู่ที่เรื่องทางกายและตั้งใจหนีจากสถานการณ์ที่อาจทำลายความบริสุทธิ์ของเธอได้
คุณเลือกที่จะใช้เวลาที่ไหน เมื่อใด และกับใครนั้นแสดงถึงความตั้งใจที่จะคงความบริสุทธิ์ของคุณไว้ คุณจำเป็นจะต้องสำรวจนิสัยของคุณหรือเปล่า ถ้าจำเป็น อย่าลืมครับ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ส่งเสริมสิ่งล่อลวง
วัฒนธรรมที่ไม่จำเป็น
ถึงตรงนี้คุณคงจะคิดว่า ท่าทีใหม่พวกนี้มันสุดโต่งเกินไปแล้ว! บางทีคุณอาจจะคิดว่าคุณจะทำตามได้จริงหรือไม่ ผมรู้ว่าท่าทีใหม่พวกนี้ท้าทายธรรมเนียมและลักษณะนิสัยที่คุณรู้จักและอาจปฏิบัติมานาน แต่ผมเชื่อว่าหากเราตั้งใจจริงที่จะมี ชีวิตแบบพระเจ้า เราต้องยอมปฏิวัติวิถีชีวิตของเรา ชีวิตแบบพระเจ้าไม่มีพื้นที่สำหรับสิ่งที่ไม่สำคัญ ความไม่จริงใจ เวลาที่สูญไปอย่างเปล่าประโยชน์ และความเห็นแก่ตัว พูดง่ายๆก็คือมันไม่มีพื้นที่สำหรับลักษณะการเดทที่บกพร่องทั้งเจ็ด
มันอาจฟังดูยาก และผมยอมรับครับว่ามันยาก มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถช่วยคุณเปลี่ยนแปลงท่าทีที่มีต่อการเดทได้ แต่ผมสามารถรับรองได้จากประสบการณ์ส่วนตัวและประสบการณ์ของหลายๆคนที่ผมรู้จักว่าพระองค์ทรงสามารถช่วยคุณได้จริงๆ ไม่ว่าท่าทีผิดๆในตัวคุณจะฝังรากลึกขนาดไหน
และไม่ว่ามันจะดูยากขนาดไหน ไม่มีอะไรสักอย่างในใจคุณเลยหรือครับที่อยากจะมีชีวิตที่เชื่อฟังอย่างสุดโต่ง คริสเตียนที่มีเป้าหมายอยู่ที่ความรักที่จริงใจและชาญฉลาดจะรู้ดีว่าการโยนท่าทีของโลกที่มีต่อความสัมพันธ์ทิ้งไปนั้นไม่ใช่การเสียสละเลย การปฏิเสธท่าทีเก่าๆไม่ใช่ปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เรามีต่อปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนในการเดทเท่านั้น แต่ต่อการทรงเรียกของพระเจ้าด้วย พระองค์ทรงบัญชาให้เรา ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และ วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายามตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา (ฮิบรู 12: 1) คุณถามถึงทางเลือกอย่างนั้นหรือ คุณคิดว่าจะอ้างว้างเดียวดาย เป็นโสดไปตลอดชีวิต และอยู่บ้านคืนวันศุกร์ดูวีดีโอกับแมวหรือ ไม่! ไม่! ไม่!
การเลิกเดทไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธมิตรภาพกับเพศตรงข้าม เพื่อนร่วมงาน ความรัก หรือการแต่งงาน เรายังตามหาสิ่งเหล่านี้ได้ เพียงแต่ด้วยวิธีการของพระเจ้าและเวลาของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงขอให้เรารวมเอาความปรารถนาในความรักไว้ใน สิ่งทั้งปวงเหล่านี้ และทิ้งมันไปเพื่อเราจะได้ แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน (มัทธิว 6: 33) การเลิกเดทเป็นเผลพลอยได้ของความปรารถนาที่พระเจ้าทรงให้เราตามหาพระองค์ด้วยหัวใจเต็มดวง
การแลกเปลี่ยน
ขอให้ผมถามคำถามต่อไปนี้กับจิตวิญญาณของคุณ คุณจะยอมสวนทางกับวัฒนธรรมปัจจุบันเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดจากพระเจ้าไหม คุณพร้อมที่จะมอบทั้งชีวิตให้พระองค์และยอมจำนนต่อพระองค์หรือไม่
ราวี แซคาริอัส ศิษยาภิบาลคนโปรดคนหนึ่งของผมเล่าเรื่องสั้นๆที่แสดงให้เห็นภาพทางเลือกที่เราเผชิญอย่างชัดเจน วันหนึ่งเด็กชายที่มีลูกแก้วหนึ่งถุงเสนอการแลกเปลี่ยนกับเด็กหญิงที่มีลูกกวาดหนึ่งถุง และเด็กหญิงก็ตกลงด้วยความยินดี แต่เมื่อเด็กชายเอาลูกแก้วออกมา เขารู้สึกชอบบางลูกมากจนไม่อยากให้มันกับใคร ด้วยความไม่ซื่อสัตย์ เขาเอาลูกแก้วที่สวยที่สุดสามลูกไปซ่อนไว้ใต้หมอน แล้วเด็กชายกับเด็กหญิงก็แลกเปลี่ยนลูกแก้วกับลูกกวาดกันโดยที่เด็กหญิงไม่รู้เลยว่าเด็กชายโกงเธอ คืนนั้นขณะที่เด็กหญิงหลับสนิท เด็กชายกลับนอนไม่หลับ เขานอนพลิกไปพลิกมา คิดถึงคำถามที่รบกวนจิตใจตลอดเวลา เธอจะแอบเก็บลูกกวาดที่อร่อยที่สุดไว้เหมือนกันรึเปล่านะ
พวกเราหลายคนมีชีวิตอยู่ในความทุกข์แบบเดียวกับเด็กชายคนนี้ด้วยคำถามที่ว่า นี่พระเจ้าให้สิ่งที่ดีที่สุดของพระองค์กับเราแล้วรึยัง แต่คำถามที่เราควรจะตอบก่อนก็คือ เราให้สิ่งที่ดีที่สุดของเรากับพระเจ้าแล้วรึยัง ต่างหาก
ทั้งคุณและผมจะไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากพระเจ้า ไม่ว่าจะในความโสดหรือในการแต่งงาน จนกว่าเราจะมอบชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ เรายังคงยึดท่าทีเดิมๆ ยังไม่ยอมปล่อยวางจากวิถีชีวิตของโลกที่ลวงว่าเราจะได้รับการเติมเต็ม พระเจ้าขอให้เรามอบทุกสิ่งทุกอย่างให้พระองค์
ตอนนี้คุณยืนอยู่ตรงไหน คุณให้พระองค์ทุกอย่างแล้ว หรือยังกำลูกแก้วที่สวยที่สุดไว้ในมือพร้อมกับท่าทีที่มีต่อการเดท
ในบทต่้อๆไป เราจะสำรวจความรัก ความบริสุทธิ์ และความเป็นโสด สามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหล่อหลอมท่าทีของเราที่มีต่อสัมพันธ์ เมื่อเราได้เห็นมุมมองของพระเจ้า เราจะพบว่าการให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับพระองค์นั้นเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า
ยังไม่มีเวลาอ่านเลย
เสียใจด้วยนะครับคุณมุกที่ไม่เข้ารอบ แต่ยังไง blog คุณมุกก็อยู่ในใจผมตลอดไปหล่ะครับ
#1 By * ~ หัวใจเดินทาง ~ * on 2005-10-18 17:30