พระคัมภีร์
posted on 29 Oct 2005 19:44 by ambiguous in christianityพระคำภีร์คือบันทึกเรื่องราวต่างๆที่พระเจ้าทรงทำและจุดประสงค์ที่พระองค์มีสำหรับสิ่งต่างๆที่ทรงสร้างขึ้น เขียนขึ้นสมัยศต.ที่ 6 โดยผู้เขียนประมาณ 40 คน แบ่งออกเป็น 66 เล่มย่อยๆ ในแต่ละเล่มมีเรื่องราวหลากหลาย ทั้งที่เกี่ยวกับคนดี คนเลว สงคราม การเดินทาง ชีวิตของพระเยซู จดหมายถึงคริสเตียนกลุ่มต่างๆ โดยใช้รูปแบบการเขียนที่หลากหลายคือ การบรรยาย บทสนทนา สุภาษิต อุปมา บทเพลง นิทานเปรียบเทียบ ประวัติศาสตร์ และคำนาย โดยรวมแล้วพระคัมภีร์ก็คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
พระคัมภีร์เดิมนั้นได้รับการบันทึกและท่องจำต่อกันมาปากต่อปากเป็นภาษาฮิบรู (บางเล่มเป็นภาษาอาราเมค) จนในที่สุดได้รับการรวบรวมในฐานะที่เป็นบัญญัติของพระเจ้าโดยมีผู้เผยพระวจนะตัวกลางระหว่างพระเจ้าและประชาชน ส่วนอื่นๆเป็นคำอธิฐานและบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า และบางส่วนก็ถือว่าเป็นข้อความที่ตรัสโดยพระเจ้าเอง เนื้อหาส่วนใหญ่ในพระคัมภีร์ใหม่เป็นภาษากรีก นอกจากชีวิตของพระเยซูแล้ว เป็นเรื่องการก่อตั้งคริสจักรและการเผยแผ่ศาสนา
แม้ผู้เขียนแต่ละคนจะมีชีวิตอยู่ในช่วงต่างๆกันตลอดเวลากว่า 1600 ปี มีภาษา วิธีเขียน เบื้องหลัง และวัฒรธรรมที่ต่างกัน เนื้อหาทั้งหมดในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนที่แท้จริงนั้นก็คือพระเจ้า คริสเตียนเชื่อว่าพระคัมภีร์คือพระคำของพระเจ้าที่ถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์ที่รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
พระคัมภีร์กล่าวถึงชีวิตและความตายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปใจความสำคัญของเนื้อหาทั้งหมด ผู้ศึกษาพระคัมภีร์ได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ดังนี้
1. การนำความรอดมาสู่มนุษย์ สรุปได้คือ
- พระเจ้าทรงสร้างโลกและจักรวาลรวมทั้งมนุษย์ชายหญิงคู่แรกขึ้นมาในสภาพที่สมบูรณ์แบบปราศจากบาป
- อาดัมกับเอวา (อีฟ) หลงเชื่อซาตานและตกอยู่ความบาป แม้ผลของความบาปจะชัดเจนแต่คนก็ยังต่อต้านพระเจ้าเสมอ
- แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงทอดทิ้งมนุษย์ พระองค์เลือกชนชาติหนึ่งขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อจะประทาน "พระผู้ช่วย" ให้แก่โลก
- พระเจ้าทรงส่งพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์ลงมาเพื่อรับโทษความผิดบาปทั้งหมดของมนุษย์ พระองค์ถูกทรมานและตรึงบนไม้กางเขน
- พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย มีชัยชนะเหนือมาร และเรียกคนทั่วโลกให้มีส่วนในชัยชนะนั้นโดยความเชื่อในพระองค์
- ด้วยความรอดนั้น ชีวิตของเราจึงไม่ไร้ความหมาย แต่เราได้รับความรักจากพระเจ้าและเป็นบุตรของพระองค์ตลอดไป
2. การเปิดเผยแผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์และจักรวาล แม้ว่าความรอดจะเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น สรุปได้คือ
- พระเจ้าทรงสร้างโลกและจักรวาลและพอพระทัยในสิ่งที่ทรงสร้างขึ้น
- ทูตสวรรค์ที่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าก่อการกบฏกลายเป็นซาตานซึ่งตั้งใจจะทำลายทุกสิ่งพระเจ้าทรงรัก
- ซาตานหลอกลวงคนให้เป็นปรปักษ์กับพระเจ้าและให้เป็นฝ่ายเดียวกับตนเอง
- พระเยซูถูกส่งลงมายังโลกมนุษย์เพื่อรับใช้และรับโทษความผิดบาปทั้งมวล
- ซาตานประกาศชัยชนะเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ แต่เมื่อพระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นอีกครั้ง ชัยชนะก็กลับเป็นของพระองค์
- แม้จะยังไม่ตายซาตานก็รู้ว่าไม่มีทางชนะได้ คนของพระเจ้าจึงประกาศชัยชนะนี้ ของขวัญคือความรอด และอาณาจักรสวรรค์ที่จะมาถึง ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความเชื่อไปทั่วโลก
- เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้ง อาณาจักรสวรรค์จะคงอยู่ตลอดไป ทุอย่างจะสำเร็จตามแผนการที่พระเจ้าวางไว้
พระคัมภีร์เป็นความจริงแม้ว่าผู้มีความรู้หลายคนจะปฏิเสธก็ตาม ในยอห์น 3: 31-32 พระเยซูตรัสว่าเมื่อเรายึดมั่นในพระคำของพระองค์ เราก็เป็นสาวกที่แท้จริง เราจะเข้าใจความจริง และความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงอิสระในทางวิญญาณ นั่นคือ เราจะไม่ถูกกดดันให้ต้องทำความดีเพื่อให้พระเจ้ารักเรา เป็นอิสระจากความกลัวในชะตากรรมและการเป็นทาสของความทะนงตน
แล้ว "ความจริง" ของพระคัมภีร์คืออะไร หลายคนคิดว่าพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่โบราณล้าสมัยโดยอ้างว่าเรื่องต่อไปนี้คือส่งที่พระคัมภีร์สอน
- โลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล
- ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง
- การมีสามีภรรยาได้หลายคน การใช้ทาส การต่อต้านยิว ไม่เป็นความผิด
- การทำลายสิ่งแวดล้อม
- ผู้หญิงถูกกดขี่
เห็นได้ว่าปัญหามีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือข้อเท็จจริง แม้จะมีส่วนที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ เราต้องไม่ลืมว่าจุดมุ่งหมายของพระคัมภีร์นั้นไม่ใช่เพื่อให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อแผนการของพระเจ้าและความรอดของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเวลา 1 วันนั้นคือ 24 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น (คำว่า "วัน" ในภาษาฮิบรูสามารถแปลได้ทั้งสองอย่าง) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของผู้เขียน (และพระวิญญาณที่ดลใจพวกเขาด้วย) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลที่จะคาดหวังให้ผู้เขียนเมื่อสามพันปีที่แล้วใช้ศัพท์แสงหรือมีความรู้แบบในศต.ที่ 21
อีกเรื่องคือปัญหาด้านศีลธรรม เช่นทาส ซึ่งพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิด ปัญหาเหล่านี้จะค่อยๆหมดไปหากนำความรักและความยุติธรรมที่พระเยซูตั้งไว้มาเป็นมาตรฐาน ฐานะของผู้หญิง คนต่างชาติ นักโทษ และผู้พิการนั้นได้รับการยกย่องในพระคัมภีร์ ในโลกที่มีเทพเจ้าเทียมเท็จมากมายนั้นการบูชาพระเจ้าองค์เดียวจะดึงคนออกมาสู่ชีวิตที่บริสุทธิ์
ดังนั้นแม้ว่าจะมีสิ่งที่คลุมเครืออยู่บ้าง เราต้องไม่ลืมว่าพระคัมภีร์นั้นเขียนขึ้นเมื่อสามพันปีที่แล้วและใช้เวลากว่า 6 ศตวรรษกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ การที่เนื้อหาทั้งหมดไม่ขัดแย้งกันเลยก็เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์พออยู่แล้ว แผนการของพระเจ้าและความรักของพระองค์นั้นชัดเจนและนั่นคือความจริงที่ลึกๆในหัวใจทุกคนต้องการ แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง
ก่อนอื่นคือความน่าเชื่อถือของเอกสาร พระคัมภีร์มีหลักฐานต้นฉบับกว่า 5000 ชิ้น ไม่มีข้อเขียนโบราณฉบับใดมีหลักฐานสนับสนุนมากขนาดนี้ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเครื่องพิมพ์หลายชิ้นถูกเก็บซ่อนและรอดพ้นยุคที่คริสเตียนถูกจักรวรรดิโรมันกดขี่ข่มเหงมาได้จนถึงปัจจุบัน การที่ต้นฉบับจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันหมดนั้นทำให้พระคำของพระเจ้าเชื่อถือได้
พระคัมภีร์เล่าว่าปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้นจริง แม่ของพระเยซูเป็นหญิงพรหมจรรย์และการเป็นขึ้นจากตายก็มีบทบาทสำคัญในความเชื่อของคริสเตียน ชีวิตนั้นมีต้นกำเนิดจากพระเจ้า อาจจะดูเหลือเชื่อเพราะวิทยาศาสตร์บอกเราว่าชีวิตกำเนิดจากเซลล์เซลล์เดียวและใช้เวลาเป็นพันล้านปีวิวัฒนาการมาจากประจุไฟฟ้า แต่วิทยาศาตร์เองก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานของการออกแบบจักรวาลอันสมบูรณ์แบบได้
แม้จะดูเหมือนว่าวิทยาศาตร์กับพระคัมภีร์นั้นขัดกัน แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับนิยามของวิทยาศาตร์ พื้นฐานของวิทยาศาสตร์คือการสังเกต การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติและเหตุการณ์ต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกทฤษฎีจะเชื่อถือได้และเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจเกิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมาหักล้าง เราไม่ควรสับสนระหว่างทฤษฎีกับความจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และทฤษฎีเรื่องต้นกำเนิดของชีวิต ต้นกำเนิดของโลก และปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาตินั้นก็ยังคงเป็นปริศนา ทฤษฎีเหล่านี้สรุปว่าเราถือกำเนิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญและชีวิตก็ไม่มีค่าอะไร ในขณะที่พระคัมภีร์มีทางออกที่สมเหตุสมผล ทางออกที่อาศัยความเชื่อและพระเจ้าผู้ดำรงอยู่ทำให้ชีวิตของคริสเตียนมีความหมายและเป้าหมาย
อีกด้านหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน พระเจ้าทรงเรียกเราด้วยวิธีต่างๆกันเพื่อให้เราเชื่อและได้รับชีวิต เราปฏิเสธพระองค์ได้ เราอาจสงสัยและหาข้ออ้างได้ต่างๆนานา ดร.บิล ไบรท์กล่าวว่าคนที่ไม่เชื่อพระคัมภีร์นั้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่สามารถเชื่อได้ แต่เพราะเขาไม่ต้องการจะเชื่อ หากเราฟังเสียงเรียกของพระองค์ ทุกอย่างก็อยู่เหนือข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ความเชื่อของเราเองนั้นจะทำให้เราตอบได้อย่างเต็มปากว่า "ข้าพระองค์เชื่อ ที่ยังขาดความเชื่อนั้นก็โปรดช่วยให้เชื่อเถิด"
ปัจจุบันนี้พระคัมภีร์ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆกว่า 2300 ภาษา และแค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวก็มีหลายร้อยเวอร์ชั่นเนื่องจากการแปลและการตีความแตกต่างกัน บางพวกพยายามให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับฮิบรูและกรีกมากที่สุด แต่การแปลคำต่อคำเช่นนั้นก่อให้เกิดโครงสร้างภาษาที่สับสนและไม่เป็นธรรมชาติ แม้ว่าจะใช้ในการศึกษาได้คนทั่วไปก็มักอ่านไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงมีอีกพวกหนึ่งซึ่งพยายามแปลโดยเน้นความหมายที่ต้นฉบับต้องการสื่อและอธิบายออกมาโดยไม่จำเป็นต้องแปลคำต่อคำเสมอไป
การแปลพระคัมภีร์นั้นไม่ง่าย การหาคำที่ใช้กันในปัจจุบันและสามารถให้ความหมายแบบเดียวกันกับต้นฉบับนั้นเป็นเรื่องท้าทาย แต่ละเวอร์ชั่นที่อาศัยต้นฉบับเดียวกันนั้นอันอาจแปลออกมาแตกต่างกันเล็กน้อยและแต่เวอร์ชั่นก็จะมีเหตุผลของตน เนื่องจากภาษาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เวอร์ชั่นใหม่ๆจึงออกมีให้อ่านอยู่เสมอ
สรุปข้อมูลจาก: www.ibs.org
...
ขอเล่าปิดท้าย
คงรู้กันแล้วว่าช่วงนี้เราไปช่วยทำงานตรวจพระคัมภีร์อยู่ เวลาตรวจจะทำกันทีละสามคนโดยดูหลักศาสนศาสตร์ พระคัมภีร์เวอร์ชั่นอื่นๆ ความเป็นธรรมชาติ ฯลฯ ไปพร้อมๆกัน
ขอบอก... ทำได้วันละไม่กี่บท
ก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าจะใช้คำผิดแล้วเนื้อความจะเพี้ยนไป
พี่ที่เป็นเจ้านาย ก็เล่าให้ฟังว่าเจ้านายเค้า (จากสนง.ใหญ่) บอกว่าไม่มีใครตกนรกเพราะพระคัมภีร์ที่เราแปลหรอก
อีกคนก็บอกว่า ใช่สิ เพราะถ้าไม่มีพระคัมภีร์เราก็ตกนรกอยู่แล้ว
คือ... คนอ่านน่ะไม่เท่าไหร่
คนแปลกับคนตรวจอ่ะ จะไปตอบคำถามพระเจ้าว่ายังไงล่ะ
ไปละ
edit @ 2005/10/29 20:56:32

#1 By Memne on 2005-10-29 20:26