พระคัมภีร์

posted on 29 Oct 2005 19:44 by ambiguous  in christianity

พระคำภีร์คือบันทึกเรื่องราวต่างๆที่พระเจ้าทรงทำและจุดประสงค์ที่พระองค์มีสำหรับสิ่งต่างๆที่ทรงสร้างขึ้น เขียนขึ้นสมัยศต.ที่ 6 โดยผู้เขียนประมาณ 40 คน แบ่งออกเป็น 66 เล่มย่อยๆ ในแต่ละเล่มมีเรื่องราวหลากหลาย ทั้งที่เกี่ยวกับคนดี คนเลว สงคราม การเดินทาง ชีวิตของพระเยซู จดหมายถึงคริสเตียนกลุ่มต่างๆ โดยใช้รูปแบบการเขียนที่หลากหลายคือ การบรรยาย บทสนทนา สุภาษิต อุปมา บทเพลง นิทานเปรียบเทียบ ประวัติศาสตร์ และคำนาย โดยรวมแล้วพระคัมภีร์ก็คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

พระคัมภีร์เดิมนั้นได้รับการบันทึกและท่องจำต่อกันมาปากต่อปากเป็นภาษาฮิบรู (บางเล่มเป็นภาษาอาราเมค) จนในที่สุดได้รับการรวบรวมในฐานะที่เป็นบัญญัติของพระเจ้าโดยมีผู้เผยพระวจนะตัวกลางระหว่างพระเจ้าและประชาชน ส่วนอื่นๆเป็นคำอธิฐานและบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า และบางส่วนก็ถือว่าเป็นข้อความที่ตรัสโดยพระเจ้าเอง เนื้อหาส่วนใหญ่ในพระคัมภีร์ใหม่เป็นภาษากรีก นอกจากชีวิตของพระเยซูแล้ว เป็นเรื่องการก่อตั้งคริสจักรและการเผยแผ่ศาสนา

แม้ผู้เขียนแต่ละคนจะมีชีวิตอยู่ในช่วงต่างๆกันตลอดเวลากว่า 1600 ปี มีภาษา วิธีเขียน เบื้องหลัง และวัฒรธรรมที่ต่างกัน เนื้อหาทั้งหมดในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนที่แท้จริงนั้นก็คือพระเจ้า คริสเตียนเชื่อว่าพระคัมภีร์คือพระคำของพระเจ้าที่ถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์ที่รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระคัมภีร์กล่าวถึงชีวิตและความตายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปใจความสำคัญของเนื้อหาทั้งหมด ผู้ศึกษาพระคัมภีร์ได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ดังนี้
1. การนำความรอดมาสู่มนุษย์ สรุปได้คือ
- พระเจ้าทรงสร้างโลกและจักรวาลรวมทั้งมนุษย์ชายหญิงคู่แรกขึ้นมาในสภาพที่สมบูรณ์แบบปราศจากบาป
- อาดัมกับเอวา (อีฟ) หลงเชื่อซาตานและตกอยู่ความบาป แม้ผลของความบาปจะชัดเจนแต่คนก็ยังต่อต้านพระเจ้าเสมอ
- แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงทอดทิ้งมนุษย์ พระองค์เลือกชนชาติหนึ่งขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อจะประทาน "พระผู้ช่วย" ให้แก่โลก
- พระเจ้าทรงส่งพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์ลงมาเพื่อรับโทษความผิดบาปทั้งหมดของมนุษย์ พระองค์ถูกทรมานและตรึงบนไม้กางเขน
- พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย มีชัยชนะเหนือมาร และเรียกคนทั่วโลกให้มีส่วนในชัยชนะนั้นโดยความเชื่อในพระองค์
- ด้วยความรอดนั้น ชีวิตของเราจึงไม่ไร้ความหมาย แต่เราได้รับความรักจากพระเจ้าและเป็นบุตรของพระองค์ตลอดไป
2. การเปิดเผยแผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์และจักรวาล แม้ว่าความรอดจะเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น สรุปได้คือ
- พระเจ้าทรงสร้างโลกและจักรวาลและพอพระทัยในสิ่งที่ทรงสร้างขึ้น
- ทูตสวรรค์ที่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าก่อการกบฏกลายเป็นซาตานซึ่งตั้งใจจะทำลายทุกสิ่งพระเจ้าทรงรัก
- ซาตานหลอกลวงคนให้เป็นปรปักษ์กับพระเจ้าและให้เป็นฝ่ายเดียวกับตนเอง
- พระเยซูถูกส่งลงมายังโลกมนุษย์เพื่อรับใช้และรับโทษความผิดบาปทั้งมวล
- ซาตานประกาศชัยชนะเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ แต่เมื่อพระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นขึ้นอีกครั้ง ชัยชนะก็กลับเป็นของพระองค์
- แม้จะยังไม่ตายซาตานก็รู้ว่าไม่มีทางชนะได้ คนของพระเจ้าจึงประกาศชัยชนะนี้ ของขวัญคือความรอด และอาณาจักรสวรรค์ที่จะมาถึง ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความเชื่อไปทั่วโลก
- เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้ง อาณาจักรสวรรค์จะคงอยู่ตลอดไป ทุอย่างจะสำเร็จตามแผนการที่พระเจ้าวางไว้

พระคัมภีร์เป็นความจริงแม้ว่าผู้มีความรู้หลายคนจะปฏิเสธก็ตาม ในยอห์น 3: 31-32 พระเยซูตรัสว่าเมื่อเรายึดมั่นในพระคำของพระองค์ เราก็เป็นสาวกที่แท้จริง เราจะเข้าใจความจริง และความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงอิสระในทางวิญญาณ นั่นคือ เราจะไม่ถูกกดดันให้ต้องทำความดีเพื่อให้พระเจ้ารักเรา เป็นอิสระจากความกลัวในชะตากรรมและการเป็นทาสของความทะนงตน

แล้ว "ความจริง" ของพระคัมภีร์คืออะไร หลายคนคิดว่าพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่โบราณล้าสมัยโดยอ้างว่าเรื่องต่อไปนี้คือส่งที่พระคัมภีร์สอน
- โลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล
- ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง
- การมีสามีภรรยาได้หลายคน การใช้ทาส การต่อต้านยิว ไม่เป็นความผิด
- การทำลายสิ่งแวดล้อม
- ผู้หญิงถูกกดขี่
เห็นได้ว่าปัญหามีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือข้อเท็จจริง แม้จะมีส่วนที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ เราต้องไม่ลืมว่าจุดมุ่งหมายของพระคัมภีร์นั้นไม่ใช่เพื่อให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อแผนการของพระเจ้าและความรอดของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเวลา 1 วันนั้นคือ 24 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น (คำว่า "วัน" ในภาษาฮิบรูสามารถแปลได้ทั้งสองอย่าง) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของผู้เขียน (และพระวิญญาณที่ดลใจพวกเขาด้วย) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลที่จะคาดหวังให้ผู้เขียนเมื่อสามพันปีที่แล้วใช้ศัพท์แสงหรือมีความรู้แบบในศต.ที่ 21

อีกเรื่องคือปัญหาด้านศีลธรรม เช่นทาส ซึ่งพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิด ปัญหาเหล่านี้จะค่อยๆหมดไปหากนำความรักและความยุติธรรมที่พระเยซูตั้งไว้มาเป็นมาตรฐาน ฐานะของผู้หญิง คนต่างชาติ นักโทษ และผู้พิการนั้นได้รับการยกย่องในพระคัมภีร์ ในโลกที่มีเทพเจ้าเทียมเท็จมากมายนั้นการบูชาพระเจ้าองค์เดียวจะดึงคนออกมาสู่ชีวิตที่บริสุทธิ์

ดังนั้นแม้ว่าจะมีสิ่งที่คลุมเครืออยู่บ้าง เราต้องไม่ลืมว่าพระคัมภีร์นั้นเขียนขึ้นเมื่อสามพันปีที่แล้วและใช้เวลากว่า 6 ศตวรรษกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ การที่เนื้อหาทั้งหมดไม่ขัดแย้งกันเลยก็เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์พออยู่แล้ว แผนการของพระเจ้าและความรักของพระองค์นั้นชัดเจนและนั่นคือความจริงที่ลึกๆในหัวใจทุกคนต้องการ แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง

ก่อนอื่นคือความน่าเชื่อถือของเอกสาร พระคัมภีร์มีหลักฐานต้นฉบับกว่า 5000 ชิ้น ไม่มีข้อเขียนโบราณฉบับใดมีหลักฐานสนับสนุนมากขนาดนี้ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเครื่องพิมพ์หลายชิ้นถูกเก็บซ่อนและรอดพ้นยุคที่คริสเตียนถูกจักรวรรดิโรมันกดขี่ข่มเหงมาได้จนถึงปัจจุบัน การที่ต้นฉบับจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันหมดนั้นทำให้พระคำของพระเจ้าเชื่อถือได้

พระคัมภีร์เล่าว่าปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้นจริง แม่ของพระเยซูเป็นหญิงพรหมจรรย์และการเป็นขึ้นจากตายก็มีบทบาทสำคัญในความเชื่อของคริสเตียน ชีวิตนั้นมีต้นกำเนิดจากพระเจ้า อาจจะดูเหลือเชื่อเพราะวิทยาศาสตร์บอกเราว่าชีวิตกำเนิดจากเซลล์เซลล์เดียวและใช้เวลาเป็นพันล้านปีวิวัฒนาการมาจากประจุไฟฟ้า แต่วิทยาศาตร์เองก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานของการออกแบบจักรวาลอันสมบูรณ์แบบได้

แม้จะดูเหมือนว่าวิทยาศาตร์กับพระคัมภีร์นั้นขัดกัน แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับนิยามของวิทยาศาตร์ พื้นฐานของวิทยาศาสตร์คือการสังเกต การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติและเหตุการณ์ต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกทฤษฎีจะเชื่อถือได้และเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจเกิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมาหักล้าง เราไม่ควรสับสนระหว่างทฤษฎีกับความจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และทฤษฎีเรื่องต้นกำเนิดของชีวิต ต้นกำเนิดของโลก และปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาตินั้นก็ยังคงเป็นปริศนา ทฤษฎีเหล่านี้สรุปว่าเราถือกำเนิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญและชีวิตก็ไม่มีค่าอะไร ในขณะที่พระคัมภีร์มีทางออกที่สมเหตุสมผล ทางออกที่อาศัยความเชื่อและพระเจ้าผู้ดำรงอยู่ทำให้ชีวิตของคริสเตียนมีความหมายและเป้าหมาย

อีกด้านหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน พระเจ้าทรงเรียกเราด้วยวิธีต่างๆกันเพื่อให้เราเชื่อและได้รับชีวิต เราปฏิเสธพระองค์ได้ เราอาจสงสัยและหาข้ออ้างได้ต่างๆนานา ดร.บิล ไบรท์กล่าวว่าคนที่ไม่เชื่อพระคัมภีร์นั้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่สามารถเชื่อได้ แต่เพราะเขาไม่ต้องการจะเชื่อ หากเราฟังเสียงเรียกของพระองค์ ทุกอย่างก็อยู่เหนือข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ความเชื่อของเราเองนั้นจะทำให้เราตอบได้อย่างเต็มปากว่า "ข้าพระองค์เชื่อ ที่ยังขาดความเชื่อนั้นก็โปรดช่วยให้เชื่อเถิด"

ปัจจุบันนี้พระคัมภีร์ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆกว่า 2300 ภาษา และแค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียวก็มีหลายร้อยเวอร์ชั่นเนื่องจากการแปลและการตีความแตกต่างกัน บางพวกพยายามให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับฮิบรูและกรีกมากที่สุด แต่การแปลคำต่อคำเช่นนั้นก่อให้เกิดโครงสร้างภาษาที่สับสนและไม่เป็นธรรมชาติ แม้ว่าจะใช้ในการศึกษาได้คนทั่วไปก็มักอ่านไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงมีอีกพวกหนึ่งซึ่งพยายามแปลโดยเน้นความหมายที่ต้นฉบับต้องการสื่อและอธิบายออกมาโดยไม่จำเป็นต้องแปลคำต่อคำเสมอไป

การแปลพระคัมภีร์นั้นไม่ง่าย การหาคำที่ใช้กันในปัจจุบันและสามารถให้ความหมายแบบเดียวกันกับต้นฉบับนั้นเป็นเรื่องท้าทาย แต่ละเวอร์ชั่นที่อาศัยต้นฉบับเดียวกันนั้นอันอาจแปลออกมาแตกต่างกันเล็กน้อยและแต่เวอร์ชั่นก็จะมีเหตุผลของตน เนื่องจากภาษาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เวอร์ชั่นใหม่ๆจึงออกมีให้อ่านอยู่เสมอ

สรุปข้อมูลจาก: www.ibs.org

...

ขอเล่าปิดท้าย
คงรู้กันแล้วว่าช่วงนี้เราไปช่วยทำงานตรวจพระคัมภีร์อยู่ เวลาตรวจจะทำกันทีละสามคนโดยดูหลักศาสนศาสตร์ พระคัมภีร์เวอร์ชั่นอื่นๆ ความเป็นธรรมชาติ ฯลฯ ไปพร้อมๆกัน

ขอบอก... ทำได้วันละไม่กี่บท

ก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าจะใช้คำผิดแล้วเนื้อความจะเพี้ยนไป

พี่ที่เป็นเจ้านาย ก็เล่าให้ฟังว่าเจ้านายเค้า (จากสนง.ใหญ่) บอกว่าไม่มีใครตกนรกเพราะพระคัมภีร์ที่เราแปลหรอก

อีกคนก็บอกว่า ใช่สิ เพราะถ้าไม่มีพระคัมภีร์เราก็ตกนรกอยู่แล้ว

คือ... คนอ่านน่ะไม่เท่าไหร่
คนแปลกับคนตรวจอ่ะ จะไปตอบคำถามพระเจ้าว่ายังไงล่ะ

ไปละ


edit @ 2005/10/29 20:56:32

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ละเอียดมากค่ะ O_O

#1 By Memne on 2005-10-29 20:26

อยากรู้เรื่องเซนต์ไมเคิลที่เป็นทูตสวรรค์ง่ะ เรื่องที่ซาตานเคยเป็นเทพมาก่อน (แบบว่าช่วงนี้ The Exorcist ขึ้นสมอง)

#2 By [Diablo]Amezon'Poori on 2005-10-29 20:41

อัพเรื่องตรงกะชื่อบล็อกจังเลยอะ
แต่ถ้าเปนเราจาชอบตรงที่มันเปนพวกตำนานมากกว่า
อ่านแล้วหนุกดี

#3 By ~※nocturnal_[Mi-ra-ge]※~ on 2005-10-29 21:13

เป็นงานที่น่าสนุกท้าทายดีนะคะ
ถ้าพี่แปลและตรวจทานเสร็จแล้ว จะมีตีพิมพ์มั๊ยอ่ะคะ? จะไปหามาอ่านบ้าง ถึงเราจะไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่ก็อยากใกล้ชิดพระเจ้าบ้างจังค่ะพี่มุก

ถ้ามีรายละเอียดอะไรก็โพสต์ไว้หน่อยนะคะ

อ่านแล้วรู้สึกชอบค่ะ

#4 By Na - th (นัท) on 2005-10-29 21:13

หลายๆข้อที่คริสต์เขียนขึ้นมาเนี่ย
มันไม่ได้จริงอย่างที่กล่าวอ้างเลย

ส่วนเรื่องซาตานอะไรพวกนี้
ส่วนตัวไม่เชื่อนะ

ปล.อ่านหนังสือที่ติงเรื่องแบบนี้มาเล่มนึง
เขียนได้ดีมากๆ จำชื่อไม่ได้
ไว้นึกออกจะเขียนบอก

#5 By ~Trigger~ on 2005-10-29 21:42

ต้องไปเล่นเกมเต้น ไม่มีเวลาอ่านเรย ขอแปะไว้ก่อน มาอ่านแน่ๆ แล้วจามาเม้นอีกทีน่ะจ๊ะ

p.s.เกมเต้นนี้มันงานอดิเรกหน่ะ

#6 By กัสจัง on 2005-10-30 03:17

พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่มหัศจรรย์ที่สุดค่ะ


เห็นด้วยเลยนะ
ที่ว่า คนจะเชื่อก็เชื่อได้
แต่เค้าเลือกที่จะไม่เชื่อ
ก็นะ คนชอบเรื่องแต่ง นิยาย
เรื่องไม่จริง เพราะจินตนาการได้
และไม่ต้องเชื่อถือ ปฏิบัติตาม

#7 By sea~of~love on 2005-10-30 18:26

อ่านแล้วได้ความรู้ดีมากค่ะคุณมุก

ส่วนใครจะเชื่อหรือศรัทธา ก็อยู่ที่ใจ จริงมั้ยคะ

#8 By ..~**~..Star..~**~.. on 2005-10-31 15:27

ถึงจะทำได้วันละไม่กี่บท..
แต่น้องมุกก็เก่งจังเลยค่ะ
เอาใจช่วยนะคะ..

#9 By PoohMai on 2005-10-31 15:43

มุกคงเหนื่อย

#10 By fuxsuxlux on 2005-10-31 16:04

ที่จริงก็อยากลองอ่านพระคัมภีร์อยู่หรอกนะ
แต่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มตรงไหนน่ะสิ
เพิ่งรู้ว่ามีหลายเวอร์ชั่นด้วยนะเนี่ย
รออ่านเก็บจากบล๊อกของมุกไปเรื่อยๆละกัน
ขยันจังเลย แอบชื่นชม

#11 By Life Goes On on 2005-10-31 19:05

poori - รู้สึกจะมีบลอคเคยเขียนนะ เดี๋ยวลองดูให้ละกัน

น้องนัท - คงปีหน้าจ้ะ แต่ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไหร่แน่ ถ้ายังไงอยากรู้อะไรถามได้เลยนะ (ถ้าพี่ไม่รู้ก็จะถามคนอื่นให้)

trigger - มุกก็อ่าน Know What You Believe อ่ะ ของ Paul Little พิสูจน์ว่าทำไมเราถึงควรจะเชื่อ อิอิ

guz - เล่มเกมเต้นด้วยนะเนี่ย ไม่เคยลองเลยอ่ะ

sea of love - นอกจากบางทีก็เชื่ออะไรผิดๆแล้ว คนยังชอบ "เลือก" ที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อด้วย คิดว่ายังงั้นนะคะ

พี่พู่ไหม - ไม่เก่งหรอกค่ะ ถือเป็นสิทธิพิเศษมากกว่าที่มีคนจ่ายตังค์ให้ไปทำในสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้ว (อ่านพระคัมภีร์น่ะ)

พี่หัวใจเดินทาง - จริงๆควรอ่านทั้งสองส่วน (ot + nt) แต่ส่วนใหญ่เริ่มอ่านที่พระคัมภีร์ใหม่ค่ะ

#12 By มุก on 2005-10-31 21:10

- พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย มีชัยชนะเหนือมาร และเรียกคนทั่วโลกให้มีส่วนในชัยชนะนั้นโดยความเชื่อในพระองค์
ชอบอันนี้มากๆเลย เท่าที่อ่านมาน่ะ

อิอิ ไปเล่นเกมเต้น ดึ๋ยๆต่อ

#13 By กัสจัง on 2005-11-01 13:57

คุณมุกเปลี่ยนธีมใหม่แล้วเหรอคะ

สวยไปอีกแบบค่ะ

#14 By ..~**~..Star..~**~.. on 2005-11-01 17:16

เราหาว่า
คัมภีร์ คือ.....

#15 By ธนัฎฐา เทือกศิริ (58.64.117.175) on 2007-05-21 21:25

หนุกจาง cry double wink wink surprised smile embarrassed question tongue angry smile sad smile confused smile open-mounthed smile big smile open-mounthed smile angry smile

#16 By อาร์ม (118.175.88.45) on 2008-01-28 14:23

กูรักRetrospectbig smile

#17 By หลอน (118.175.88.45) on 2008-01-28 14:26

hfuevjksdghfhbsegyergjkbxdyfgeydseghyusefjhsegysetseuihgfsbig smile open-mounthed smile confused smile sad smile

#18 By /l/;kl (118.175.88.45) on 2008-01-28 14:28

egrgdfgoperjkhuger tyuop

#19 By jkkkll (118.175.88.45) on 2008-01-28 14:29

big smile big smile big smile angry smile angry smile angry smile surprised smile surprised smile surprised smile surprised smile cry cry cry cry มมม ทม

#20 By (118.175.88.45) on 2008-02-01 14:14

เหอะๆๆๆๆๆ
ช่ายๆๆๆๆคนแปลกะคนตรวจจะไปตอบคำถามกับพระเจ้ายังไงหล่ะ

ยังไงก้อสู้ๆๆๆนะคร้ะ

อ่อ!!!!!
อีกอย่างก้อต้องขอบคุณสำหรับข้อมูลด้วยนะคร้ะ
เพราะตอนนี้ก้อกำลังทามรายงานเรื่องความเชื่ออยู่
เป็นคริสเตียนก้อเป็นอยุ่หรอกรุ้เรืjองเกี่ยวกับพระเจ้าก้อพอสมควร......
แต่จะให้มานั่งเขียนโดยความคิดของตัวเองคงจะยากอยู่เหมือนกันนะค่ะกลัวเขียนผิดเพี้ยนเด่วจะตอบคำถามพระเจ้าม่ายได้.....อิอิ
เลยอาศัย ข้อมูลของคุณนี้แระขอบคุณมากนะคร้ะ
พระเจ้าอวยพรนะคร้ะ+พระเจ้าเสริมกำลังด้วยนะคร้ะ
สู้ๆๆๆๆconfused smile sad smile sad smile

#21 By ploy (58.147.93.113) on 2008-11-30 19:10