to know and to be known
posted on 17 Nov 2005 09:38 by ambiguous in christianity, personal, thoughtsตอนเข้ามาทำงานที่นี่ใหม่ๆ นั่งข้างพี่คนนึง ไม่ค่อยได้คุยกันหรอก สองอาทิตย์ต่อมาแผนกเค้าย้ายห้องไปอยู่อีกชั้น ยิ่งเจอกันน้อยลง
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วตอนกลับมหาลัย เจอพี่คนนี้ที่ป้ายรถเมล์ บังเอิญเค้าจะไปธุระทางเดียวกับเราก็เลยนั่งรถไปด้วยกัน ฝนตก รถติด เราสองคนคุยกันไปตลอดทาง
เพิ่งรู้ว่าเรารู้จักเค้าน้อยแค่ไหน
โรงเรียนที่เคยไป งานที่เคยทำ คนที่เคยรู้จัก ชีวิตเค้า 20 กว่าปีก่อนจะมาเจอเรา เราไม่เคยรู้
สิ่งแวดล้อมรอบตัวเค้า สิ่งที่มีอิทธิพลต่อเค้า ครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง เพื่อน รวมทั้งแฟน เราไม่เคยรู้
แล้วนี่ขนาดเจอกันเกือบทุกวันมาเดือนนึงแล้ว ถ้าไม่ได้คุยกันคราวนั้นเราคงไม่รู้อะไรอีกเยอะ
เพิ่งรู้ว่าการจะรู้จักใครสักคน... มันยาก
เมื่อตอนเรียนเรื่อง One True Thing ของ Anna Quindlen ก็คิดถึงพ่อแม่พี่น้องเราเอง คนที่อยู่ในบ้านเดียวกับเรา เรารู้จักตัวตนของเค้ามากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ในฐานะที่เค้าเป็นพ่อแม่พี่น้องของเรานะ แต่ในฐานะที่เค้าเป็นคนๆหนึ่ง
เรารู้จักคนใกล้ตัวดีแค่ไหน
แล้วถ้าเป็นเราเองจะยอมให้ใครสักคนมารู้จักและเข้าใจเราได้มากขนาดไหน
ความลับ ความกลัว ความหวัง ความคิด ความสุข ความเจ็บปวด จะสามารถเปิดเผยได้ทุกอย่างรึเปล่า
ไม่รู้ทำไมถึงได้ยากนักทั้งๆที่มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะอยากให้ใครมารู้จัก
ให้ใครรับรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่
เคยบอกไว้ว่า เราคงไม่สามารถเลิกเขียนได้
เหตุผลง่ายๆก็คือพูดในนี้มากกว่าที่เราพูดในชีวิตจริง เกือบทุกอย่างที่อยู่ในนี้คนที่รู้จักเราในชีวิตจริงไม่รู้
เราเขียนไดอะรี่ออนไลน์มา 4 ปีคนที่บ้านไม่เคยรู้ว่าเขียนอะไร เค้ารู้ว่าเราประกวดธีมแต่เค้าไม่รู้ว่าเวบไหน เค้ารู้ว่าแปลหนังสือแต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับอะไร
แล้วทั้งหมดที่เราเขียนนี่เป็นแค่ส่วนเดียวด้วยซ้ำ ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ได้แค่คิดและเก็บไว้ในความคิดเพราะคำพูดไม่สามารถอธิบายได้
ถ้าพูดถึงคนนอกครอบครัวบ้างก็จะมีเมทเรานี่แหละ คุยด้วยมากที่สุด รู้จักเรามากที่สุด
แฟนนี่ไม่ต้องพูด เพราะไม่มี
แต่ช่องว่างก็ยังคงมีอยู่เสมอ
ใน นานะ เล่ม6 พูดว่าถึงรักมากแค่ไหนก็ไม่สามารถเป็นคนๆเดียวกันได้ สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องโดดเดี่ยว
หนังสือ Sacred Romance (นี่หนังสือคริสเตียนนะไม่ใช่นิยายน้ำเน่า) ก็บอกตอนนึงว่าคนที่แต่งงานแล้วนั่นแหละที่เข้าใจความเหงาดีที่สุด เพราะพวกเค้ามีความสัมพันธ์กันในแบบที่ลึกซึ้งที่สุดที่มีบนโลกนี้แล้วแต่ก็ยังไม่พอใจ ยังรู้สึกอยู่เสมอว่าอะไรบางอย่างหายไป
อจ.เราคนนึง (หย่ากับสามีและไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า) ยังนิยามว่าการแต่งงานคือการที่คนแปลกหน้าสองคนมาอยู่ด้วยกัน
คงเหงานะที่ระหว่างคนสองคนที่น่าจะรู้จักและเข้าใจกันดีที่สุดก็ยังมีช่องว่าง
เพราะฉะนั้นการมีใครอีกคนไม่ได้ทำให้เราหายเหงา
ดีไม่ดีอาจจะทำให้เหงามากขึ้นกว่าเดิม เหมือนเวลาที่ล้อมรอบด้วยผู้คน จะรู้จักหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังรู้สึกเหงานั่นแหละ
ในหนังสืออีกเล่ม จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร บอกว่าถ้าเราไม่มีความสุขกับการอยู่คนเดียว เราก็จะไม่มีความสุขเวลาอยู่กับคนอื่นเหมือนกัน
ถ้าเป็นเตยจะบอกว่าเราไม่สามารถคาดหวังให้ใครมาเติมเต็มเรา เราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน
ด้วยอะไรน่ะเหรอ
สุดท้ายแล้ว ความต้องการที่อยากจะรู้จักและเข้าใจใครสักคนและให้ใครคนนั้นรู้จักและเข้าใจเรา
ความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่มีมนุษย์คนไหนเติมเต็มได้
มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะเข้าใจ
มีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะทำเรารู้สึก... เต็ม
ปัญหาก็คือ... จะทำอย่างนั้นได้ยังไง

ผมว่าคงเศร้านะครับ ถ้าแม้แต่คนในครอบครัว เราก็ไม่ได้รู้จักเค้ามากเท่าๆ กับที่เค้าเป็นจริงๆ (นอกจากในฐานะของการเป็นลูก พี่ น้อง หลาน) ... และตอนนี้ เราหลายคนก็คงกำลังเศร้าอยู่ ... ผมด้วย
ชอบจังที่เค้าบอกว่า "ถ้าเราไม่มีความสุขกับการอยู่คนเดียว เราก็จะไม่มีความสุขเวลาอยู่กับคนอื่นเหมือนกัน" เพราะฉนั้น เราต้องเริ่มจากตัวเราก่อนหน่ะสิ เอาหล่ะ เดี๋ยวจะเริ่มนับหนึ่ง...
#1 By * ~ หัวใจเดินทาง ~ * on 2005-11-17 09:50