IKDG - ตอนที่ 2 บทที่ 5

posted on 19 Jun 2006 21:54 by ambiguous  in christianity, love, translation

บทที่ 5 มองหา ความรัก ในพจนานุกรมของพระเจ้า: เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของความรัก

 

ว่าไงนะ ผมถามด้วยความแปลกใจ
เจฟหัวเราะเสียงดังและเร่งเครื่องขึ้นขณะเลี้ยวรถ ความตกใจของผมยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากเล่า กลอเรียบอกแม่เค้าว่าจะไปค้างเพื่อน แล้วเราก็เช่าห้องที่โรงแรมเมื่อคืนวันศุกร์ เขาพูดเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่
เจฟกับกลอเรียแฟนของเขาคบกันมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าไม่นับหลายๆครั้งที่เลิกกันแล้วกลับมาคืนดีกันอีก พวกเขาก็เป็นแฟนกันมาเกือบหนึ่งปี เจฟไม่เคยพูดแน่ชัดว่าความสัมพันธ์ทางกายของพวกเขาไปถึงขั้นไหน แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามันมาถึงจุดสูงสุดแล้ว
เราเช่าห้องที่ฮอลิเดย์อินน์ เขาอธิบายขณะยื่นมืออกไปนอกหน้าต่างท่ามกลางอากาศเย็นสบายในคืนนั้น เขาหันมายิ้มกว้างกับผม ขยิบตาอย่างซนๆ แล้วพูดต่อไป สุดยอดไปเลย
กูไม่เชื่อ ผมพูด ปล่อยให้ความไม่เห็นด้วยแสดงออกมาทางน้ำเสียง มึงหมายความว่ามึงกับกลอเรีย... พวกมึง... กูหมายถึง มึงนอนด้วยกันแล้วเหรอ
เจฟบอกได้ว่าผมไม่พอใจ เขาอยากให้ผมประทับใจ ตบหลังเขาเหมือนพวกเพื่อนๆทีมฟุตบอลในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และยกย่อง
ความสำเร็จ ของเขา ผมก็อยากจะตบเขาอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ที่หลัง
นี่ จอช เขาเริ่มปกป้องตัวเอง เรารอกันมานานกว่าจะมาถึงจุดนี้ มันพิเศษมาก มันอาจจะไม่ถึงขั้นมาตรฐานศีลธรรมของมึง แต่เราก็รู้สึกว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะแสดงความรักของเรา
ศีลธรรมของกูเหรอ ผมพูดด้วยความเคือง ศีลธรรมของกู มันเป็นของกูตั้งแต่เมื่อไหร่ เราพูดเรื่องนี้กันมากี่ครั้งแล้ว ทั้งที่เราคุยกัน ทั้งที่โบสถ์ เจฟ มึงก็รู้ว่ามันไม่ถูก มึง...
เรารักกัน เจฟแทรกขึ้นกลางประโยค ถ้ามึงตกหลุมรักจริงๆ มึงจะเข้าใจ
บทสนทนาจบลง ไม่รู้ทำไมไฟจราจรถึงใช้เวลานานนักกว่าจะกลายเป็นสีเขียว เรานั่งเงียบเมื่อสัญญาณไฟกระพริบเปลี่ยนสี ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง
สี่ปีหลังจากนั้นเจฟเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐมิชิแกน
กูหมั้นแล้ว เขาโทรมาบอกผม เดบบีเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งมาก กูไม่เคยรักใครขนาดนี้เลย
ก็ดีนี่ ผมพูด คำแสดงความยินดีฟังดูแกนๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ผมกำลังคิดถึงกลอเรีย ผมไม่ได้เจอเธอมานานแล้ว ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน แฟนสามสี่คนที่แล้วเหรอ ความรักสินะ

 

จูบแรก

 

อาหารจีนไหมครับ ผมถามขณะถอยรถออกจากบ้าน
ได้เลยครับ
อีริคตอบด้วยความกระตือรือร้นเหมือนเคย
ผมเพิ่งพบอีริคกับเลสลีภรรยาของเขา แต่ก็สังเกตเห็นเห็นความร่าเริงและความตื่นเต้นที่อีริคมีต่อทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งร้านอาหารที่ผมแนะนำ
คุณเห็นด้วยนะที่รัก เขาหันไปถามเลสลีซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง
ค่ะ เธอตอบอย่างอ่อนหวาน
อีริคกับเลสลีแวะมาเยี่ยมขณะขับรถผ่านบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา เพื่อนที่โคโลราโดเคยเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับคู่แต่งงานใหม่คู่นี้และหนังสือที่พวกเขาเขียนด้วยกันชื่อ His Perfect Faithfulnessซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทั้งสองมาพบกันและรักกันโดยไม่ได้ทำตามแบบแผนการเดททั่วๆไป
คงยากที่จะคู่ที่โรแมนติกมากกว่านี้ พวกเขาต่างบูชากันและกันและแสดงออกเช่นนั้น อีริคแทบไม่ละสายตาจากเลสลี ระหว่างทางนั่งรถไปที่ร้านอาหาร เขายื่นมือไปหลังเบาะ แล้วเลสลีก็เอื้อมมือมาจับมือเขาไว้ จับมือกันขณะที่คนหนึ่งนั่งเบาะหน้าแล้วอีกคนนั่งเบาะหลังเนี่ยนะ ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
หลังทานอาหาร เรากำลังแกะคุกกี้ทำนายกัน ผมก็เกิดคำถาม
คุณสองคนแทบจะไม่ได้ปล่อยมือกันเลยนะ ผมแซว เลสลีหน้าแดง มันยากไหมครับที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางกายให้บริสุทธิ์ตอนที่ยังหมั้นกันอยู่
อีริคจับมือเลสลีและยิ้มให้เธอก่อนจะตอบ
แน่นอนความต้องการมันมีอยู่ มีอยู่ตลอด เขาพูด แต่ไม่หรอก มันไม่ใช่การต่อสู้ เลสลีกับผมตัดสินใจตั้งแต่เริ่มคบกันว่าเราจะไม่มีความสัมพันธ์ทางกายจนกว่าจะแต่งงาน จูบแรกของเราคือที่หน้าแท่นบูชา
ผมอ้าปากค้าง
คุณไม่ได้จูบกันเลยจนถึงวันแต่งงานเหรอ
ใช่ อีริคตอบอย่างมีความสุข อย่างมากที่สุดก็แค่จับมือ จอช เรารู้ว่านี่ไม่ใช่มาตรฐานสำหรับทุกคู่ เราไม่ได้ตกลงกันให้มันเป็นกฎ มันมาจากใจ ทุกคนแม้แต่พ่อแม่ของเราเองบอกว่าเราควรจะจูบ แต่เราสองคนตัดสินใจว่าเราต้องการจะรอ มันเป็นวิธีแสดงความรักของเรา เป็นวิธีปกป้องกันและกันก่อนเราจะแต่งงาน จากนั้นอีริคก็พูดต่อด้วยดวงตาเป็นประกาย ผมจะบอกให้จอช จูบแรกนั้นน่าทึ่งที่สุด สวยงามที่สุดในโลก จนผมไม่สามารถอธิบายได้

 

อีริคกับเลสลี เจฟกับกลอเรีย สองคู่ที่ใช้คำเดียวกันคือ ความรัก เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่กระตุ้นให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม สองคู่นี้พูดถึงสิ่งเดียวกันหรือเปล่า สำหรับเจฟกับกลอเรีย ความรักพิสูจน์ด้วยคืนหนึ่งในโรงแรมและความพอใจจากร่างกายของกันและกันก่อนจะแต่งงาน สำหรับอีริคกับเลสลี ความรักหมายถึงการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกันก่อนจะถึงแท่นบูชา สำหรับเจฟกับกลอเรียความรักขาดความอดทนและเรียกร้องการผ่อนปรน สำหรับอีริคกับเลสลีความรักเติมเชื้อเพลงให้คุณธรรมและให้ความอดทนที่จะรอ

 

หลงรักความรัก

 

ผมขอสารภาพว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติกที่สิ้นหวัง ผมหลงรักการมีความรักถ้าเรื่องแบบนั้นเป็นไปได้
ไม่มีอะไรจะมาเทียบกับการมีความรักได้ และถ้าคุณเคยสัมผัสมันมาแล้วคุณจะรู้ว่าผมหมายความว่าอย่างไร การมีความรักนั้นเหมือนการเอาช่วงเวลาที่ไม่อาจบรรยายได้นับพันชิ้นมาปะติดปะต่อกัน พลังงานจากความตื่นเต้นวิ่งพล่านไปทั่วร่างกายเมื่อใดก็ตามที่คุณคิดถึงคนพิเศษคนนั้น ซึ่งก็คือทุกวินาที่ที่ตื่นอยู่ คุณหมดความสนใจที่จะทำกิจกรรมอันน่าเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน และการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คุณพบว่าเพลงรักทุกเพลงที่เปิดในวิทยุเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อคุณ มันเหมือนมีใครบางคนมาเปิดม่านที่บังตาคุณอยู่และคุณก็ได้เห็นโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ เรื่องลี้ลับ และความสุข
ผมรักความรัก แต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่าจริงๆแล้วผมยังรู้จักมันไม่ดีพอ โอ ถ้าเป็นด้านที่อบอุ่นและคลุมเครือของความรักล่ะก็ ผมบอกคุณได้หมด ผมสามารถกระโจนเข้าหาความรักได้ด้วยอารมณ์ที่รุนแรงพอๆกับโรมิโอ แต่ในโรงเรียนรักแท้ของพระเจ้า ผมเกรงว่าผมยังอยู่ชั้นอนุบาล
สำหรับผมและคนโรแมนติกที่มี
ความรักเพื่อความรัก นั้น พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น พระองค์ทรงต้องการให้เรามีความเข้าใจลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม ความโรแมนติกทำให้เราตื่นเต้นเร้าใจ แต่มันเป็นเพียงส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของรักแท้ เราได้เล่นในกระบะทราย พระเจ้าจะพาเราไปชายหาด

 

อโฟรไดท์หรือพระเยซู

 

 

ผมไม่ได้พูดเกินไปที่ว่าการเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเกี่ยวกับความรักนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เราสามารถโยงทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ปัจจุบันนี้เข้ากับการมีทัศนคติของโลกที่มีต่อความรัก และความขัดแย้งระหว่างนิยามความรักของพระเจ้าและของโลกก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ คริสเตียนมีทางเลือกเสมอว่าจะเลียนแบบจอมเจ้านายหรือไปอยู่ในแผนการความรักผิดๆของโลก
อาจารย์เปาโลเข้าใจการต่อสู้นี้ดีเมื่อเขาเขียนจดหมายอันโด่งดังว่าด้วยความรักไปหาคริสเตียนที่อาศัยในเมืองโครินธ์ (ดู 1โครินธ์ 13) เขาคงรู้ดีว่างานของเขายากเพียงใด ในสมัยนั้นการเขียนถึงชาวโครินธ์เรื่องความรักของพระ เจ้าก็เหมือนกับการส่งจดหมายเรื่องคุณค่าของครอบครัวไปฮอลิวูดในปัจจุบัน คำว่า ชาวโครินธ์ นั้นพ้องกับการผิดศีลธรรม การ เล่นเป็นชาวโครินธ์ หมายถึงการมีความสุขทางเพศ ผู้หญิงชาวโครินธ์ เป็นคำที่ใช้เรียกโสเภณี เปาโลยังหวังจะให้ชาวเมืองที่จมอยู่ในความวิปริตนี้เข้าใจความหมายของความรักที่บริสุทธิ์ของพระเจ้าได้อีกหรือ

 

ความรักนั้นก็อดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง (1โครินธ์ 13:4)

 

เมืองท่าที่จอแจเต็มไปด้วยคนต่างชาติแห่งนี้ยกเพศสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นกิจกรรมทางศาสนา วิหารของอโฟรไดท์ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรักของกรีกมีโสเภณีหนึ่งพันคน คนพวกนี้จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของประโยคที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นความรัก (1ยอห์น 4:16) ได้อย่างไรในเมื่อทุกหัวมุมถนนและจากทุกซ่องมีคนเสนอรูปแบบอื่นของ ความรัก แก่พวกเขา ความรัก เป็นความสุขที่เกิดจากการมั่วโลกีย์ พวกเขาจะเห็นความจริงและความสวยงามของรักแท้ท่ามกลางความยั่วยวนของความรักจอมปลอมหรือ

 

ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด (1โครินธ์ 13:5)

 

อโฟรไดท์หรือพระเยซูจะชนะในเมืองโครินธ์ ความสุขทางเนื้อหนังจะกลบการรับใช้หรือไม่ การร่วมเพศจะมีชัยเหนือความไม่เห็นแก่ตัวหรือไม่ คนที่อ่านจดหมายอันถ่อมตัวของเปาโลจะเลือกความรักนิรันดร์หรือความพอใจชั่วครั้งชั่วคราว
คริสเตียนในปัจจุบันก็เผชิญหน้ากับการต่อสู้เดียวกันนี้ แม้จะต่างกันสองพันปีวัฒนธรรมของเราและชาวโครินธ์ก็คล้ายกันมาก ยิ่งไปกว่านั้นเพศสัมพันธ์กลายเป็นสินค้าไปแล้ว ความสุขทางกายและการร่วมเพศที่เกินจริงมีให้เราเห็นอยู่ทุกที่ แม้จะไม่ใช่จากซ่องก็มาจากร้านหนังสือ ป้ายโฆษณา และเวบไซต์
ความรักคือเพศสัมพันธ์ โฆษณาในนิตยสารกระซิบ เพศสัมพันธ์คือความสุข ภาพยนตร์บอก และในวิทยุ ความสุขเท่านั้นที่สำคัญ ก็ได้รับการบรรเลงอย่างไพเราะให้เราฟัง
ท่ามกลางเสียงอึกทึกของโลก ข้อความเงียบๆของความรักแท้ที่พระเจ้าทรงส่งมายังคงพูดกับคนที่เลือกจะฟัง
คุณได้ยินไหม วางนิตยสารลง ปิดโทรทัศน์ ดึงปลั๊กเครื่องเสียงออก แล้วฟัง...

 

ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสูญสิ้น (1โครินธ์ 13:6-8)

 

ความผิดพลาดทางแฟชั่น

 

เรามีความรักสองประเภทให้เลือกเช่นเดียวกับคริสเตียนในเมืองโครินธ์ ของพระเจ้าและของโลก เราจะเลือกอย่างไหน ต่อไปนี้เป็นภาพที่จะช่วยให้เราเข้าใจบทบาทของคนที่ติดตามพระคริสต์และรูปแบบของความรักซึ่งเราควรนำมาใช้ แรกๆคุณอาจจะคิดว่ามันฟังดูแปลกๆ แต่ขอให้อดทนสักหน่อย เมื่อผมอธิบายมันจะค่อยๆกระจ่างขึ้น ผมคิดว่าเราควรมองความรักเหมือนสิ่งที่เราสวมใส่
ตั้งแต่วันที่อาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้าและเย็บใบมะเดื่อเป็นเครื่องปกปิดร่างกายในสวนเอเดน โลกก็ได้พบกับความผิดพลาดทางแฟชั่น ไม่ใช่ในรูปของเสื้อผ้า แต่ในรูปของความรัก เมื่อความบาปทำให้การทรงสร้างดั้งเดิมของพระเจ้าสำหรับความรักเสื่อมเสียไป มนุษยชาติก็เริ่ม
สวม ความรักเลียนแบบที่บิดเบี้ยวและด่างพร้อยโดยมีพื้นฐานอยู่บนความเห็นแก่ตัวและการขาดความรับผิดชอบ
แต่เนื่องจากความรักของพระเจ้านั้นสมบูรณ์แบบและยืนนาน พระองค์ทรงหาทางให้เราได้สัมผัสความรักแบบที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ มาแก้ไขความผิดพลาดนั้น ถ้าใช้ศัพท์แฟชั่น เราก็เรียกผู้ที่สร้างสรรค์ความเชื่อของเราและทำให้ความเชื่อนั้นสำเร็จว่าเป็นผู้ออกแบบและเป็นต้นแบบของการแสดงออกของความรักที่ได้รับการปฏิวัติ พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อโลกที่ปฏิเสธพระองค์ และพระองค์ทรงบอกให้เรารักศัตรูของเรา พระองค์ทรงล้างเท้าของกลุ่มคนที่เรียกพระองค์ว่าท่านอาจารย์ และบอกให้เรารับใช้กันและกันด้วยความถ่อมตน
พระองค์ทรงวางแบบอย่างให้เรา
เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น (ยอห์น 13:34) และทรงบอกให้เราแบ่งปันความรักนั้นกับโลกนี้

 

นายแบบนางแบบ

 

 

เราอาจจะไม่เคยเดินแบบแฟชั่นสุดหรูในนิวยอร์กหรือปารีส แต่ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนเราคือนายแบบและนางแบบที่แสดงความรักของพระเจ้าต่อโลกนี้ ความเข้าใจในบทบาทนี้จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อท่าทีของเราที่มีต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดทของเรา เมื่อเราเดท เราแสดงความรักของพระเจ้า ไม่ใช่แค่ต่อคนที่เราเดทด้วยเท่านั้น แต่รวมถึงคนอื่นๆที่เฝ้ามองเราอยู่
ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราต้องจำไว้ว่าความรักที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้านั้นไม่ได้มีไว้สำหรับเราเท่านั้น นายแบบนางแบบสวมเสื้อผ้าเพื่อดึงความสนใจไปที่ความสร้างสรรค์ของผู้ออกแบบ นายแบบนางแบบแสดงผลงานของผู้ออกแบบ แต่ชื่อเสียงของผู้ออกแบบคือสิ่งที่ต้องเสี่ยง ไม่ใช่ของนายแบบนางแบบ ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนแสดงความรักของพระเจ้าไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เมื่อคนอื่นมองเรา สิ่งที่พวกเขาเห็นส่งผลต่อชื่อเสียงของพระเจ้าในด้านความรักที่พระองค์ทรงมีต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ถ้าเราอ้างว่าเราติดตามพระคริสต์แต่กลับสวมความรักที่บิดเบี้ยวของโลก เราก็ทำให้พระนามและพระลักษณะของพระเจ้าของเราเสียหาย
ด้วยเหตุผลนี้เราจึงต้องถามตัวเองว่า
ฉันกำลังแสดงความรักของพระเจ้าหรือเปล่า แรงจูงใจและการกระทำของฉันในความสัมพันธ์นี้สะท้อนให้เห็นความรักอันสมบูรณ์ที่พระเจ้าทรงมีต่อฉันหรือเปล่า คุณจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร

 

ฉันรักตัวเอง

 

 

ผมเชื่อว่าเราสามารถแสดงความรักอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าได้ดีขึ้นกว่าเดิมหากเราหลีกเลี่ยงลักษณะด้านลบของการเดท และการทำเช่นนั้นก็ต้องอาศัยการแยกแยะและการปฏิเสธความรักแบบของโลก ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าความหลอกลวงทั้งหลายของโลกมีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อที่ว่า ความรักนั้นสำคัญที่สุดสำหรับเติมเต็มความต้องการและความพึงพอใจของตน โลกวางยาความรักโดยมุ่งความสนใจอันดับแรกไปที่ความต้องการส่วนตัว
เราเห็นยาพิษนี้ในแฟนประเภทที่กดดันอีกฝ่ายให้มีเพศสัมพันธ์ คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า
ถ้าเธอรักฉันจริง เธอจะยอม หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ฉันไม่สนใจเธอหรอก ไม่สนใจความเชื่อของเธอ ไม่สนใจว่ามันจะทำให้เธอเจ็บปวดยังไง เธอต้องตอบสนองความต้องการของฉัน หรืออีกประเภทหนึ่งคือพวกที่เดทใครบางคนเพราะจะทำให้ตัวเองได้รับความนิยมมากขึ้นแล้วก็ทิ้งคนนั้นเสียเมื่อเจอคนที่มีชนชั้นทางสังคมสูงยิ่งกว่า แม้ตัวอย่างแรกจะแย่กว่าแต่ทั้งสองตัวอย่างก็แสดงให้เห็น ความรัก ที่มีตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง
ต่อไปคือความหลอกลวงที่สองที่ว่า ความรักเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น แวบแรกอาจจะดูไม่มีอันตรายอะไร เรามักจะรู้สึกถึงความรักและมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อเราให้ความรู้สึกเป็นมาตรวัดความรักที่สำคัญที่สุด เราก็ให้ตัวเราเองเป็นศูนย์กลาง ความรู้สึกโดยตัวของมันเองแล้วไม่่ได้ก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้อื่น ถ้าคนๆหนึ่งรู้สึกรักคนจนแต่ไม่เคยให้เงินเพื่อช่วยเหลือคนจนและไม่เคยแสดงความเมตตาต่อพวกเขาเลย ความรู้สึกของเขาจะมีค่าอะไร มันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเขา แต่ถ้าการกระทำของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความรัก ความรู้สึกก็ไม่มีความหมาย
การให้คุณค่าแก่ความรู้สึกทำให้เราละเลยความสำคัญของการแสดงความรักออกมาเป็นการกระทำ เมื่อเราประเมินคุณภาพความรักของเราที่มีต่อคนๆหนึ่งด้วยปริมาณความรู้สึกของเราที่ได้รับการตอบสนอง เราก็เห็นแก่ตัว

 

เกินควบคุม

 

 

การหลอกลวงประการที่สามเกี่ยวกับความรักคือความรับผิดชอบส่วนตัว โลกบอกเราว่า ความรักอยู่เหนือการควบคุมของเรา
ความคิดนี้ถูกฝังอยู่ในภาษาของเรา เราอธิบายขั้นเริ่มแรกของความสัมพันธ์ที่เร่าร้อนว่า ตกหลุมรัก หรือคนอาจจะพูดว่า เรารักกันแทบบ้า คุณเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้แน่นอน บางทีคุณอาจจะเคยพูดเองด้วยซ้ำ
ทำไมเราถึงเปรียบเทียบความรักกับหลุมหรือความผิดปกติทางจิต คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นท่าทีที่เรามีต่อความรักอย่างไร ผมคิดว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่เราใช้การอุปมาอุปไมยเกินจริงเช่นนี้เป็นเพราะมันไม่ต้องมีความรับผิดชอบส่วนตัว ถ้าคนตกลงไปในหลุม เขาจะทำอะไรได้ ถ้าสัตว์ติดโรคกลัวน้ำ วิ่งไปทั่ว มีน้ำลายฟูมปาก และกัดคน มันก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับพฤติกรรมอันเลวร้ายนั้นเพราะมันเป็นบ้า
มันดูไม่ประหลาดหรือครับที่จะเปรียบเทียบความรักแบบนั้น ผมคิดว่ามันแปลกนะ แต่เราก็มักจะแสดงประสบการณ์ความรักของเราออกมาด้วยคำพูดเช่นนี้ เราคิดว่าความรักเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเราและเป็นข้ออ้างเมื่อเราทำสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล ในกรณีที่สุดโต่ง บางคนถึงกับโทษความรักเมื่อพวกเขาทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม ฆาตกรรม ข่มขืน และความบาปอื่นๆ เอาล่ะ บางทีคุณกับผมอาจจะไม่เคยทำอะไรแบบนั้น แต่บางทีคุณอาจจะเคยโกหกพ่อแม่หรือเพื่อนเพราะความสัมพันธ์ของคุณ บางทีคุณอาจจะเคยกดดันแฟนในเรื่องความสัมพันธ์ทางกายมากเกินไป แต่ถ้าความรักอยู่เหนือการควบคุมของเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ ก็ใช่ เรารู้ว่าเราทำอะไรไปโดยไม่ยั้งคิด ก็ใช่ เรารู้ว่าเราอาจจะทำให้คนอื่นต้องเจ็บเพราะสิ่งที่เราทำ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้นี่ เรากำลังมีความรัก

 

ตบหน้า

 

 

โลกอาจจะให้นิยามและแก้ต่างให้ความรักด้วยคำพูดเหล่านี้ แต่พระคัมภีร์ให้มุมมองที่ต่างออกไปมาก สำหรับคนที่เคยชินกับความรักแบบโลกที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง ควบคุมด้วยความรู้สึก และอยู่เหนือการควบคุม นิยามความรักของพระเจ้าอาจจะน่าตกใจพอๆกับการถูกตบหน้าอย่างไม่คาดฝัน
โลกพาเราไปโรงภาพยนตร์ที่มีภาพความรักโรแมนติกและเร่าร้อนฉายอยู่ และขณะที่เราเฝ้ามองโลกกล่าวว่า
นี่คือความรัก พระเจ้าทรงพาเราไปที่โคนต้นไม้ที่ร่างคนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยเลือดแขวนอยู่และบอกว่า นี่คือความรัก
พระเจ้าทรงให้นิยามความรักโดยชี้ไปที่พระบุตรของพระองค์ นี่เป็นทางเดียวที่ความบาปของเราได้รับการอภัยโทษ พระเจ้าผู้บริสุทธิ์รับโทษแทนคนบาป พระองค์ทรงถวายพระองค์เองแก่ความตายเพื่อเราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ ความรักที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าสำหรับโลกที่เสื่อมเสียนั้นเห็นได้ชัดเจนในการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์
และผู้ที่ได้รับการอภัยโทษและชีวิตผ่านพระเยซูก็ถูกเรียกให้เดินตามรายเท้าของพระองค์ คือรักผู้อื่นเพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน (1ยอห์น 4
:19) กางเขนคือยาแก้พิษความรักที่เรามีต่อตนเอง ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา พระเยซูกล่าว ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา (มัทธิว 16:24)
พระคริสต์ทรงสอนว่า ความรักไม่ใช่สำหรับการเติมเต็มความต้องการของตนแต่สำหรับพระสิริของพระเจ้าและเพื่อผลดีแก่ผู้อื่น ความรักที่แท้จริงไม่เห็นแก่ตัว ความรักให้ เสียสละ และตายต่อความต้องการของตนเอง ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ พระเยซูกล่าว คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน (ยอห์น 15:13) และพระองค์ก็ทรงยืนยันคำพูดของพระองค์ด้วยการกระทำ คือพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราทุกคน
พระคริสต์แสดงให้เห็นด้วยว่า รักแท้ไม่ได้วัดด้วยความรู้สึกหรือถูกครอบงำโดยความรู้สึก พระองค์ทรงมุ่งหน้าไปที่กางเขนด้วยความรู้สึกและสัญชาตญาณที่บอกให้พระองค์หันหลังกลับ คุณเคยอ่านเรื่องของคืนก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ไหม พระองค์ทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี (ดู มาระโก 14:32) เห็นได้ชัดว่าพระองค์ไม่ได้รู้สึกอยากจะทนรับการทุบตี ถูกตรึงบนกางเขน หรือทนกับพระพิโรธของพระเจ้าที่มีต่อความบาปเลย แต่พระองค์ทรงยอมทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา ความรู้สึกของพระเยซูไม่ใช่สิ่งที่ทดสอบความรักของพระองค์และไม่ใช่สิ่งที่มีอำนาจเหนือพระองค์
พระเยซูทรงต้องการให้เรามีท่าทีแบบเดียวกัน พระองค์ไม่ได้บอกว่า ถ้าเจ้ารักเรา เจ้าจะสัมผัสความรู้สึกที่อบอุ่นและสลับซับซ้อนของความเลื่อมใสในศาสนา ในทางกลับกันพระองค์บอกว่า ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา (ยอห์น 14:15) รักแท้แสดงออกโดยการเชื่อฟังพระเจ้าและการรับใช้ผู้อื่น ความรู้สึกดีก็เป็นสิ่งที่ดีแต่มันไม่จำเป็น
ตัวอย่างของพระเยซูแสดงให้เราเห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ พระองค์ทรงเลือกที่จะรักเรา พระองค์ทรงเลือกที่จะสิ้นพระชนม์เพื่อเรา อันตรายของการเชื่อว่าคุณ ตกหลุมรัก ก็คือมันหมายความว่าคุณสามารถ ขึ้นจากหลุม ได้อย่างรวดเร็วพอๆกัน คุณไม่ดีใจหรือที่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อเราไม่ใช่ความรักที่ไม่อาจคาดเดาได้ คุณไม่รู้สึกขอบพระคุณหรือที่พระองค์ทรงควบคุมความรักของพระองค์ได้และความรักไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนอารมณ์ที่ผันแปร เราต้องกำจัดความเชื่อผิดๆที่ว่าความรักเป็น อำนาจ ประหลาดที่เหวี่ยงเราไปมาเหมือนใบไม้ในสายลมโดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เราไม่สามารถอ้างได้ว่าเราทำสิ่งที่ผิดเพราะความรักครอบงำเราอยู่และ บังคับ ให้เราปฏิบัติตนอย่างขาดสติ นั่นไม่ใช่ความรัก มันคือสิ่งที่พระคัมภีร์เรียกใน 1เธสะโลนิกา 4:5 ว่า ราคะตัณหา เราแสดงความรักโดยการเชื่อฟังพระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่พฤติกรรมที่ขาดความยั้งคิดและเห็นแก่ตัว และเราเลือกพฤติกรรมของเรา

 

การเปลี่ยนแปลงที่ทำได้จริง

 

 

เราจะนำความจริงเกี่ยวกับความรักที่กล่าวถึงไปแล้วนั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าการเดทของเราขึ้นอยู่กับท่าทีที่เรามีต่อความรัก จะเกิดอะไรจะเกิดขึ้นกับการเดทหากเรามีท่าทีแบบพระคริสต์
โครม
รักแท้ของพระเจ้าชนกับการเดทที่เรารู้จัก ลองคิดดูสิครับ เมื่อคุณเดทตามท่าทีของโลกที่ว่าความรักนั้นสำหรับผลประโยชน์ส่วนตน คุณก็ให้การตัดสินใจเกี่ยวกับการเดทอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง ผมเริ่มต้นบทนี้ด้วยเรื่องของเพื่อนผมเอง เจฟกับกลอเรีย โชคร้ายที่พวกเขาเห็นด้วยกับความรักตามนิยามของโลก อย่างแรกคือแรงจูงใจของพวกเขามีตนเองเป็นศูนย์กลาง เจฟคบกับกลอเรียเพราะเธอสวย ผู้ชายคนอื่นๆชอบเธอ และเธอทำให้เขาพอใจได้ในเรื่องทางเพศ เหตุผลที่เขาคบกับเธออาจเทียบได้กับเหตุผลที่เขาเลือกกางเกงยีนส์สักตัว คือทำให้ฉันรู้สึกดีและทำให้ฉันดูดี แต่กลอเรียก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เธอชอบเจฟเพราะเขาคือ
รางวัล เขาหน้าตาดี เป็นนักกีฬา และขับรถหรู พวกเขาตอบสนองความปรารถนาอันเต็มไปด้วยบาปของกันและกันและสร้างภาพให้ตนเอง
ถ้าพวกเขาหันจากท่าทีที่มีตนเองเป็นศูนย์กลางแบบของโลก เหตุผลดีๆ หลายอย่างที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้จะหายไป อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเจฟกับกลอเรียถามตัวเองสักหน่อยว่า เหตุผลที่แท้จริงที่ฉันคบกับคนๆนี้คืออะไร ฉันต้องการอะไรที่ไม่สามารถหาได้จากเพื่อน ฉันกำลังตอบสนองความต้องการของตนเองอย่างเห็นแก่ตัวหรือเปล่า ฉันกำลังสื่อสารอะไรกับเขา ฉันกำลังสร้างความรู้สึกที่ฉันไม่สามารถตอบสนองได้ด้วยการผูกมัดอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะช่วยเขาหรือขัดขวางเขาในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า เขาจะเจ็บปวดไหมถ้าฉันปล่อยให้ความสัมพันธ์นี้ดำเนินต่อไปตอนนี้
เราต้องเริ่มถามคำถามเหล่านี้กับตัวเราเอง ท่าทีที่ให้คนอื่นเป็นศูนย์กลางนี้ซับซ้อนขึ้นหรือไม่ ก็อาจจะซับซ้อน เป็นเหมือนพระเจ้ามากยิ่งขึ้นหรือไม่ เหมือนพระเจ้ามากขึ้นแน่นอน เมื่อเราสกัดยาพิษออกจากความรักที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง แรงจูใจทั้งหมดของเราก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ความเปลี่ยนแปลงจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเราพยายามจะรักอย่างที่พระคริสต์ทรงรัก เจฟกับกลอเรียยอมรับแนวคิดเรื่องความรักของโลกที่ว่ามันอยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา ความรู้สึกของพวกเขาควบคุมการกระทำ พวกเขาเป็นทาสของสิ่งที่ 1ยอห์น 2
:16 เรียกว่า ตัณหาของเนื้อหนัง และ ตัณหาของตา พวกเขามักจะใช้ การมีความรัก เป็นข้ออ้างในการไม่เชื่อฟังพระเจ้า ในด้านความสัมพันธ์ทางกาย พวกเขาก็ฉวยทุกสิ่งที่คว้าได้ภายใน (และภายนอก) กรอบที่กำหนดไว้สำหรับคู่แต่งงานก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกันจริงๆ ในที่สุดพวกเขาก็โกหกพ่อแม่และทำลายความบริสุทธิ์ของกันและกัน ทั้งหมดในนามของความรัก ความรู้สึกครอบงำพวกเขา และเมื่อความรู้สึกหมดไปความสัมพันธ์ของพวกเขาก็จบลง
แต่ถ้าเจฟกับกลอเรียรู้ตัวว่าพวกเขาต้องอธิบายกับพระเจ้าว่าทำอะไรลงไปไม่ว่าจะกำลัง มีความรัก อยู่หรือไม่ก็ตาม พวกเขาอาจจะไล่ความรู้สึกของพวกเขาไปเสีย
นั่นเป็นความจริงสำหรับคุณและผมด้วยเช่นกัน เราต้องลืมสัญชาติญาณบาปของเราเสีย โดยธรรมชาติของมันแล้วสัญชาติญาณของเรามักนำเราไปสู่เส้นทางแห่งความหายนะ ความรู้สึกของเราโกหกเราได้ เราไม่ควรปล่อยให้มันเป็นตัวกำหนดเส้นทางและลักษณะความสัมพันธ์ของเรา ในทางตรงกันข้ามเราต้องให้พระวจนะของพระเจ้าและความอดทนและความไม่เห็นแก่ตัวเป็นตัวนำทางเรา

 

รักด้วยใจจริง

 

เมื่อเราพยายามรักตามแบบพระเจ้า เราต้องจริงใจ จงรักด้วยใจจริง เป็นคำสั่งสั้นๆใน โรม 12:9 ไม่มีอะไรให้เราเข้าใจผิดได้ พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรักต้องการให้ลูกๆของพระองค์ดำเนินชีวิตที่ปราศจากการหลอกลวงและการเสแสร้ง ชีวิตของเราต้องจริงใจและจริงจัง
โชคร้ายที่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้หญิงในปัจจุบันนั้นไม่จริงใจ มันมักจะมีมุม มีสิ่งที่แอบซ่อน นั่นคือ เธอจะทำอะไรให้ฉันได้ ฉันจะได้อะไรจากเธอ
ผมจะไม่มีวันลืมบทสนทนาที่ผมเคยพูดคุยกับผู้ชายกลุ่มหนึ่ง คุณผู้หญิงครับ คุณคงตกใจถ้าบังเอิญได้ยินบทสนทนานี้ ผู้ชายกลุ่มนี้คุยถึงสิ่งที่พวกเขาทำเวลาเดทเพื่อให้ผู้หญิงตกหลุม พวกเขาท่องจำประโยคที่จะทำให้หัวใจผู้หญิงหวั่นไหว ประโยคที่จะทำให้พวกเขาได้จูบผู้หญิงเหล่านั้น ผู้ชายคนหนึ่งอธิบายวิธีของเขาเรื่อยๆไม่อย่างสนใจเท่าใดนักว่าเขาจะให้ความสนใจผู้หญิงเป็นครั้งคราว และบอกว่ามันทำให้เธอต้องเดาและพยายามมากขึ้นเพื่อให้เขาพอใจ อีกคนพูดถึงวิธีที่ใช้เพื่อทำให้เกิดอารมณ์โรแมนติก เขาจะพาเธอไปเดทที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ และเมื่อทั้งสองเดินดูของด้วยกัน เขาจะพูดถึงครอบครัวและถามว่าโต๊ะหรือเก้าอี้แบบไหนที่เธออยากจะใช้ที่บ้านในอนาคต ผู้หญิงเป็นบ้าไปเลยกับเรื่องแบบนี้ เขาพูด เขาอธิบายว่าวิธีนี้ทำให้ผู้หญิงคิดถึงการแต่งงานและแผนการในอนาคต แล้วเธอก็จะมีอารมณ์โรแมนติกเป็นพิเศษตลอดเย็นนั้น
บทสนทนานี้เป็นตัวอย่างของการหลอกลวงให้คนอื่นทำอย่างคุณต้องการ ทุกอย่างเป็นเรื่องจอมปลอมและไม่มีความจริงใจเลย ผู้ชายพวกนี้ไม่ได้พยายามจะเป็นปกป้องผู้หญิง พวกเขาเพียงแต่เร้าอารมณ์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการ
ผมมั่นใจว่าผู้หญิงหลายคนก็คงยอมรับว่ามีอุบายของตัวเองเหมือนกัน แต่ไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นเรื่องธรรมดาและฝังแน่นอยู่ในวัฒนธรรมของเรามากเพียงใด เราทุกคนจะต้องพบกับการพิพากษาโดยคำสี่คำที่เรียบง่ายจากพระเจ้าว่า
รักด้วยใจจริง
เราต้องยอมรับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในฐานะที่เราเป็นตัวแทนความรักของพระเจ้าบนโลกนี้
ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา (ยอห์น 13:35) โลกจะรู้ว่าเราแตกต่างและได้สัมผัสเสี้ยวหนึ่งของความรักที่ศักดิ์สิทธิ์และช่วยให้รอดของพระเจ้าผ่านวิธีแสดงความรักของเรา คนอื่นๆจะเห็นความจริงใจของความรักของพระคริสต์ในความสัมพันธ์ของเราหรือเปล่า หรือพวกเขาจะเห็นความรักที่เห็นแก่ตัวแบบเดียวกับที่ทั้งโลกทำกันและเบือนหน้าไปด้วยความผิดหวัง

 

ฝึกฝนจนดีเลิศ หรือพยายามเท่าไรก็ไร้ผล

 

 

ความรักที่เราฝึกฝนในการเดทไม่เพียงแต่แสดงความรักของพระคริสต์ต่อโลกเท่านั้น แต่มันเตรียมตัวเราสำหรับความสัมพันธ์ในอนาคตด้วย เมื่อเราสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นในวันนี้ เราสร้างลักษณะนิสัยที่จะติดตัวเราไปจนถึงการแต่งงาน ด้วยเหตุผลนี้เอง เราต้องฝึกฝนไม่เพียงความรักที่จริงใจเท่านั้นแต่รวมถึงความรักที่อุทิศตนด้วย
เราเห็นการหย่าร้างและการหักหลังมากมายในสังคมปัจจุบัน ลองดูง่ายๆ มีเพื่อนของเรากี่คนมาจากครอบครัวที่แตกแยก ผมเชื่อมันมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นยิ่งคนแต่ละรุ่นเริ่มมีความรักระยะสั้นในความสัมพันธ์ด้วยการเดทเร็วขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนการเดทที่เรารู้จักนั้นไม่ได้เตรียมเราสำหรับการแต่งงานอย่างแท้จริง ในทางกลับกันมันเตรียมเราสำหรับการหย่าร้าง เราไม่สามารถฝึกฝนการอุทิศตนตลอดชีวิตได้ด้วยความสัมพันธ์ระยะสั้น
นี่หมายความว่าเราควรจะแต่งงานกับคนแรกที่เราเดทด้วยหรือ ไม่ครับ เราต้องระมัดระวังและรอบคอบเมื่อคิดถึงการแต่งงาน จงยอมถอยออกจากความสัมพันธ์หากพระเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่านั่นคือสิ่งที่เราควรทำ การรีบร้อนแต่งงานเพียงเพราะเราติดใจใครคนหนึ่งไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด
อย่างไรก็ดีแนวความคิดผิดๆที่แพร่หลายในปัจจุบันกลับไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกคู่ครอง หลายคนตกเป็นเหยื่อของความคิดที่ว่าเราสามารถมีความรักและควรจะมีความรักเพื่อความรักเท่านั้น พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ
ฉันอยากจะใกล้ชิดกับเธอเพราะมันรู้สึกดี ไม่ใช่เพราะฉันกำลังต้องการการแต่งงาน ท่าทีนี้ไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่งและเป็นการเตรียมตัวที่แย่มากสำหรับการแต่งงาน ใครจะอยากแต่งงานกับคนที่พร้อมจะทิ้งความสัมพันธ์ไปทันทีที่ความโรแมนติกลดลง ใครจะอยากแต่งงานกับคนที่เลิกกันทันทีที่เกิดสถานการณ์ยุ่งยากขึ้นมาแล้วก็หาคนใหม่จนเป็นนิสัย
เราต้องตระหนักว่าการอุทิศตนตลอดชีวิตที่เราหลายคนต้องการในการแต่งงานในอนาคตนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถฝึกฝนหรือเตรียมตัวได้ในการดำเนินชีวิตอยู่กับความสัมพันธ์ระยะสั้น จนกว่าเราจะสามารถทุ่มเทให้กับการสร้างความสัมพันธ์ตลอดชีวิตซึ่งเป็นการผูกมัดครั้งใหญ่ เราไม่ควรสร้างความเสียหายให้กับตนเองและผู้อื่นด้วยการมีความรักระยะสั้นไปเรื่อยๆก่อนจะถึงเวลานั้น รักแท้รอได้ และไม่ได้รอแค่เพศสัมพันธ์เท่านั้น รักแท้รอเวลาที่เหมาะสมที่จะทุ่มเทให้ความรักแบบพระเจ้า นั่นคือไม่มีวันผันแปร ไม่มีวันท้อถอย และทุ่มเทอย่างเต็มที่

 

กำจัดเรื่องเล็กน้อย

ทุ่มเท จริงใจ ไม่เห็นแก่ตัว รับผิดชอบ คำเหล่านี้อธิบายความรักของพระเจ้า และแต่ละคำก็ตรงข้ามกับความรักที่ปฏิบัติกันในโลกนี้อย่างสิ้นเชิง
บางทีความคอดบางอย่างในบทนี้อาจทำให้คุณสนใจและเริ่มสงสัยว่า ฉันจะทำได้ยังไง ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเล็กน้อย คุณอาจจะรู้สึกว่ามันท้าทาย บางทีคุณอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผมต้องพูดถึงความเชื่อของผมอย่างตรงไปตรงมา จากมุมมองของผม ถ้าลักษณะนิสัยในการเดทของเราสนับสนุนให้เราสวมความรักแบบของโลก เราก็ต้องกำจัดการเดทที่เรารู้จักนี้เสีย ถ้าการเดททำให้เราเห็นแก่ตัว ถูกครอบงำโดยความรู้สึกที่ตรงข้ามกับความรักของพระเจ้า เราก็ต้องพร้อมจะปฏิเสธมัน มุมมองแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้ากำจัดเรื่องเล็กๆน้อยๆและความเห็นแก่ตัวที่เห็นได้ชัดในความสัมพันธ์จำนวนมากในปัจจุบัน เราไม่สามารถรักแบบที่พระเจ้าทรงรักและเดทแบบที่โลกเดทไปพร้อมๆกัน ถึงเวลาแล้วที่จะยอมให้นิยามความรักของพระองค์กำหนดการดำเนินชีวิตของเราใหม่

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เพิ่งมาตั้งใจอ่านอย่างจริงจัง เอ๊ะจบแล้ว เมื่อไหร่จะมีบท 6 ให้อ่านครับ

จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่สงสัยมานานแล้ว

How to date like a Christian? หรือหนังสือนี้แค่เปลี่ยนคำว่า Date ไปแทนด้วยคำอื่น แต่นั่นไม่สำคัญเท่าวิธีการพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่การแต่งงานที่ถูกต้อง

สรุปแล้ว ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า สิ่งที่ถูกต้องมันควรจะเป็นอย่างไรกันแน่

#1 By Winelirious (124.120.189.129) on 2006-09-17 03:03