IKDG - ตอนที่ 2 บทที่ 6
posted on 09 Sep 2006 18:35 by ambiguous in christianity, love, translationบทที่ 6 สิ่งที่ดีในเวลาที่ไม่ดีคือสิ่งที่ไม่ดี: อย่าปล่อยให้ความรีบร้อนขโมยของขวัญแห่งความโสด
ในหนังสือชื่อ The Book of Virtues วิลเลียม เจ เบนเนตต์เล่าเรื่อง ด้ายวิเศษ นิทานฝรั่งเศสเรื่องนี้เกี่ยวกับปีเตอร์ เด็กชายที่แข็งแรงและมีความสามารถ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีความอดทน เนื่องจากเขามักจะไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปีเตอร์จึงใช้เวลาไปกับการฝันกลางวันเกี่ยวกับอนาคต
วันหนึ่งขณะที่เดินเล่นอยู่ในป่า ปีเตอร์พบหญิงชราแปลกหน้าคนหนึ่งซึ่งหยิบยื่นโอกาสที่เขาใฝ่ฝันมานาน นั่นคือโอกาสที่จะข้ามช่วงเวลาในชีวิตที่เรียบง่ายน่าเบื่อไปเสีย เธอให้ลูกบอลสีเงินซึ่งมีด้ายสีทองโผล่ออกมากับปีเตอร์ นี่คือเส้นด้ายชีวิตของเธอ หญิงชราอธิบาย ถ้าไม่แตะต้องมันเวลาจะผ่านไปตามปกติ แต่ถ้าเธออยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ ดึงมันสักนิดแล้วเวลาหนึ่งชั่วโมงก็จะเหมือนหนึ่งวินาที แต่ระวังล่ะ ถ้าดึงด้ายออกมาแล้ว เธอจะม้วนมันกลับเข้าไปไม่ได้
ด้ายวิเศษนี้ดูเหมือนแก้จะแก้ปัญหาทุกอย่างของปีเตอร์ นี่แหละสิ่งที่เขาต้องการ เขารับลูกบอลมาและกลับบ้าน
วันรุ่งขึ้นที่โรงเรียนปีเตอร์ก็โอกาสใช้ลูกบอลสีเงินเป็นครั้งแรก ชั่วโมงเรียนย่างยืดยาวและครูก็ดุว่าเขาไม่ตั้งใจ ปีเตอร์หยิบลูกบอลและดึงด้ายออกมาเล็กน้อย ทันใดนั้นครูก็บอกเลิกชั้นและปีเตอร์ก็ออกจากโรงเรียนได้ ปีเตอร์กระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี คราวนี้ชีวิตเขาคงง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะ ตั้งแต่วันนั้นปีเตอร์ก็ดึงด้ายทีละนิดๆทุกวัน
แต่ไม่นานปีเตอร์ก็เริ่มใช้ด้ายวิเศษกระโดดข้ามช่วงชีวิตที่ใหญ่ขึ้น จะดึงด้ายทีละนิดทุกวันไปทำไมในเมื่อกระตุกแรงๆทีเดียวเขาก็เรียบจบแล้ว เขาทำตามที่ตัวเองคิดแล้วก็เรียนจบทันทีพร้อมกับเริ่มทำงาน เขาใช้วิธีเดิมเร่งเวลาที่เขาหมั้นกับแฟน เขารอตั้งหลายเดือนให้ถึงวันแต่งงานไม่ไหวหรอก เขาเลยดึงด้ายสีทองเพื่อเร่งให้ถึงวันแต่งงานเร็วขึ้น
ปีเตอร์ทำแบบนี้ตลอดทั้งชีวิต เมื่อเวลาที่ยากลำบากและเหนื่อยหน่ายมาถึง เขาจะหนีมันด้วยด้ายวิเศษ เมื่อลูกร้องไห้ตอนกลางคืน เมื่อเขาประสบปัญหาด้านการเงิน เมื่อเขาฝันว่าลูกๆจะออกไปมีหน้าที่การงานของตนเอง ปีเตอร์ดึงด้ายวิเศษและหาทางลัดข้ามเวลาที่เขาไม่ต้องการ
แต่น่าเศร้า เมื่อเขามาถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ปีเตอร์สำนึกได้ว่าชีวิตของเขาช่างว่างเปล่า ปีเตอร์ทำลายช่วงเวลาและความทรงจำที่มีค่าที่สุดในชีวิตเพราะเขาปล่อยให้ความรีบร้อนและความไม่พอใจมาครอบงำเขา ตอนนี้เขาเหลือเพียงหลุมศพที่ปลายทางและเขาก็เสียใจที่ตัวเองใช้ด้ายวิเศษตั้งแต่แรก
ในบทนำของเรื่องเบนเนตต์แสดงความคิดเห็นที่ลึกซึ้ง บ่อยครั้งคนเราต้องการสิ่งที่เขาต้องการ (หรือสิ่งที่เขาคิดว่าเขาต้องการ ซึ่งก็มักจะเป็น ความสุข รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง) เดี๋ยวนี้ แต่กลายเป็นว่าไม่ใช่ด้วยความรีบร้อน แต่โดยการเรียนรู้ที่จะรอ และเต็มจะรับสิ่งที่ไม่ดีควบคู่กับสิ่งที่ดีเท่านั้น เราจึงจะได้สิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง
ความรีบร้อนควบคุมการเดทของเรารึเปล่า
ผมเชื่อว่าเราจะได้ความคิดดีๆจากคำพูดของเบนเนตต์เมื่อเราตรวจสอบท่าทีที่มักจะควบคุมการเดท เมื่อเรานำคำพูดของเขามาประยุกต์เข้ากับหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ เราจะเปลี่ยนจากหัวข้อความรักที่เป็นนามธรรมมาเป็นหัวข้อเวลาที่เป็นรูปธรรมกว่า เราคิดจะมีความรักเมื่อไรนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินว่าการเดทเหมาะสมสำหรับเราหรือไม่ และเราจะตัดสินใจได้ว่านี่เป็นเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะมีความรักก็ต่อเมื่อเราเข้าใจจุดประสงค์ของพระเจ้าสำหรับความโสดและเชื่อวางใจที่จะมีความสัมพันธ์ตามเวลาของพระองค์
แม้จะไม่เป็นจริงในทุกกรณี ความสัมพันธ์ที่มีการเดทก็มักจะเกิดจากความรีบร้อน เราโยงปัญหามากมายในการเดทเข้ากับจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสมได้โดยตรง เราต้องการสิ่งที่เราต้องการเดี๋ยวนี้ แม้เราจะไม่มีด้ายวิเศษที่จะกระโดดข้ามเวลาในชีวิต เราก็มีท่าทีผิดๆที่ให้ผลแบบเดียวกันได้ พระเจ้าทรงต้องการให้เราชื่นชมของขวัญของชีวิตปัจจุบัน พระองค์ทรงต้องการให้เราเรียนรู้ที่จะอดทนและมีความเชื่อที่จำเป็นสำหรับการรอคอยเวลาที่เหมาะสมของพระองค์สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งชีวิตรักของเราด้วย ต่อไปนี้เราจะสำรวจความจริงสามประการเกี่ยวกับจังหวะเวลาในความสัมพันธ์
1. สิ่งที่ดีในเวลาที่ไม่ดีคือสิ่งที่ไม่ดี
ในโลกปัจจุบัน เราไม่ค่อยจะยอมรับความพึงพอใจที่ล่าช้า วัฒนธรรมของเราสอนว่าเมื่ออะไรบางอย่างดี เราก็ควรจะตามหาให้ได้มาทันที เราก็เลยอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ ส่งจดหมายทางอีเมลล์ และส่งพัสดุด่วนพิเศษ เราทำทุกอย่างที่จะหลีกหนีความจำกัดของเวลาด้วยการเพิ่มตารางนัดหมาย ก้าวไปให้เร็วขึ้น และทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะนาฬิกา คุณอาจจะไม่เข้าใจว่าผมหมายความว่าอย่างไร คุณทำอย่างไรเมื่อต้องเข้าแถวรออะไรบางอย่าง คุณรออย่างอดทนให้ถึงตาคุณหรือเอาเท้าเคาะพื้นและพยายามเร่งทุกอย่างให้เร็วขึ้น
ความคิดที่จะ ทำทุกอย่างเดี๋ยวนี้ ของเราส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความสัมพันธ์ที่มีการเดทในปัจจุบัน เราเห็นพาดหัวข่าวว่าเด็กเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุน้อยลงเรื่อยๆ คนหนุ่มสาวผลีผลามทำกิจกรรมที่พระเจ้าทรงสงวนไว้สำหรับการแต่งงาน และผู้ใหญ่ก็แทบจะไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรเลย ก็ผู้ใหญ่จะพูดอะไรได้ในเมื่อพวกเขาก็มีท่าทีแบบเดียวกัน
เราจะยังยืนกรานที่จะมีชีวิตแบบนี้ต่อไปหรือ ตามความเห็นของผมเหตุผลส่วนหนึ่งที่เรามีความคิดว่าจะต้องได้รับความพึงพอใจทันทีเช่นนี้เป็นเพราะเราลืมหลักการในพระคัมภีร์เรื่องฤดูกาลและวาระ (ดู ปัญญาจารย์ 3:1-8) เหมือนที่บทบาทของฤดูใบไม้ผลิแตกต่างจากฤดูใบไม้ร่วง แต่ละฤดูในชีวิตของเราก็มีจุดเด่นและความงามแตกต่างกัน ไม่มีอะไรดีกว่ากัน แต่ละฤดูเป็นขุมทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เราไม่อาจกระโดดข้ามไปสัมผัสคุณค่าของอีกฤดูกาลหนึ่งได้เหมือนกับที่ชาวนาไม่อาจเร่งฤดูใบไม้ผลิ แต่ละฤดูต่อเนื่องกับฤดูก่อนหน้า
พระเจ้าทรงมีประสบการณ์อันมหัศจรรย์มากมายที่พระองค์ต้องการประทานให้เรา แต่พระองค์ก็ทรงกำหนดประสบการณ์เหล่านี้เอาไว้ในแต่ละฤดูกาลในชีวิตของเรา เรามักทำผิดพลาดโดยเอาสิ่งดีออกจากฤดูกาลที่เหมาะสมมาชื่นชมในเวลาที่เราต้องการ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ เพศสัมพันธ์โดยตัวของมันเองนั้นเป็นประสบการณ์ที่วิเศษ (จากที่คู่แต่งงานบอกผม) แต่ถ้าเราหมกมุ่นกับมันนอกแผนการของพระเจ้า เราก็ทำบาป (1โครินธ์ 6:18-20) การพยายามเร่งแผนการของพระเจ้าก็เหมือนการเก็บผลไม้ที่ยังไม่ทันสุกหรือเด็ดดอกไม้ก่อนมันจะบาน มันทำลายความสวยงามของแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้ในชีวิตของเรา
เพียงเพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีไม่ได้หมายความว่าเราควรจะได้มันมาเดี๋ยวนี้ เราต้องจำไว้ว่าสิ่งที่ดีในเวลาที่ไม่ดีคือสิ่งที่ไม่ดี
2. ไม่จำเป็นต้องเลือกของที่ซื้อไม่ได้
จังหวะเวลาในความสัมพันธ์ที่มีการเดทเปรียบได้กับการไปเลือกซื้อเสื้อผ้าตอนคุณไม่มีเงิน ถึงคุณพบเสื้อผ้าที่ ใส่พอดี คุณจะทำอะไรได้
นี่เป็นตัวอย่างว่ากฎเล็กๆแห่งความสัมพันธ์ที่เราพูดถึงกันในบทที่ 2 จะช่วยเราในเรื่องจังหวะเวลาได้อย่างไร จำกฎนั้นได้ไหมครับ ความสุขจากความใกล้ชิดคือรางวัลแห่งการผูกมัด กฎนี้จะช่วยเราตัดสินว่าการเดทของเราเป็นเป็นการเลือกของที่เราซื้อไม่ได้หรือเปล่า ลองเรียบเรียงกฎนั้นใหม่แบบนี้ ความใกล้ชิดต้องจ่ายด้วยการผูกมัด ถ้าฉันพร้อมจะจ่ายการผูกมัดเป็นเงินสดทันที ฉันก็ไม่ต้องเสียเวลาไปเลือกคู่ครองในอนาคต
ก่อนที่คนสองคนจะพร้อมจะรับผิดชอบการผูกมัด พวกเขาควรมีความสุขกับมิตรภาพและรอคอยความใกล้ชิดทางความรู้สึกที่ลึกซึ้ง การฝึกความอดทนจะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแย่ลง พวกเขาฝึกฝนความชำนาญในการสัมพันธ์กับคนอื่น การเอาใจใส่ดูแลคนอื่น และการแบ่งปันชีวิตกับคนอื่นได้ในการเป็นเพื่อน พวกเขาจะสังเกตลักษณะนิสัยของคนและดูว่าพวกเขาต้องการอะไรในคู่ครองของตนในอนาคตได้จากการเป็นเพื่อน ความสัมพันธ์ที่มีการเดทก็อาจจะสอนบทเรียนที่มีค่าแก่เราได้เช่นกัน แต่เราต้องไม่ลืมว่าความสัมพันธ์แบบนั้นจะดึงเราให้จมอยู่กับมัน การเสียเวลาให้แฟนมากเกินไปจะดึงเราออกจากการเตรียมตัวเป็นคู่ครองที่ดีด้วยซ้ำ
พระเจ้าทรงมีแผนการที่สมบูรณ์แบบสำหรับชีวิตของคุณ และโดยมากแผนการนี้ก็น่าจะรวมถึงการแต่งงานด้วย และถ้าเป็นอย่างนั้นพระเจ้าก็ทรงมีคนหนึ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ คุณอาจจะรู้จักเขาหรือยังไม่รู้จักในตอนนี้ แต่ถ้าคุณเสียเวลาและพลังงานไปกับการตามหาคนๆนี้หรือ (ในกรณีที่คุณรู้จักเขาแล้ว) ไปจำกัดเขาไว้จนกว่าคุณจะแต่งงานได้ คุณก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้เขาเลย เราจะพูดกันต่อไปในหนังสือเล่มนี้ว่าเราจะใช้เวลารอคอยให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตระหนักว่าคนที่คุณจะแต่งงานด้วยในอนาคตนั้นไม่จำเป็นต้องมีแฟน (แม้เขาจะอยากมีก็ตาม) สิ่งที่เขาต้องการจริงๆคือคนที่เป็นผู้ใหญ่พอจะใช้ฤดูกาลก่อนการแต่งงานเตรียมตัวเป็นคู่ครองที่ดี
จงเห็นแก่คู่ครองในอนาคตของเราและเลิกเลือกของโดยไม่จำเป็น
3. ฤดูกาลของความโสดเป็นของขวัญจากพระเจ้า
คนส่วนใหญ่จะไม่เป็นโสดไปตลอดชีวิต และผมคิดว่าเราควรมองความโสดเป็นฤดูกาลพิเศษของชีวิต เป็นของขวัญจากพระเจ้า พระเจ้าทรงมีรูปแบบท่าทีที่เราควรมีต่อความเป็นโสดใน 1โครินธ์ 7:32 ฉบับ The Message กล่าวว่า
ข้าพเจ้าอยากให้ท่านหลีกหนีความวุ่นวายเท่าที่จะทำได้ เมื่อท่านยังไม่ได้แต่งงาน ท่านก็มีอิสระที่จะจดจ่ออยู่กับการทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย การแต่งงานดึงท่านไปสู่เรื่องสำคัญๆในชีวิตครอบครัวและการพยายามทำให้คู่ครองพอใจ นำไปสู่เรื่องอื่นๆอีกมากมายที่จะเรียกร้องความสนใจจากท่าน เวลาและพลังงานที่คู่แต่งงานใช้เอาใจใส่ดูแลทะนุถนอมกันและกันนั้น คนที่ยังไม่ได้แต่งงานเอาไปใช้ในการ... เป็นอุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า
เปาโลไม่ได้ลดคุณค่าของการแต่งงานแต่เขาพูดเช่นนี้เพื่อสนับสนุนให้เรามองความโสดเป็นของขวัญ พระเจ้าไม่ได้ให้เราเป็นโสดเพื่อลงโทษเรา พระองค์ทรงสร้างฤดูกาลนี้ให้เป็นโอกาสที่มีอะไรเทียบได้ เป็นเวลาที่เราจะถวายแด่พระองค์ได้โดยไม่มีอะไรมาดึงความสนใจของเราไป เป็นเวลาสำหรับการเติบโตและรับใช้ซึ่งเราไม่ควรมองข้ามและปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
มีคนพูดไว้ว่า ไม่ต้องทำอะไรกับความโสดหรอก จงใช้ความโสด ลองหยุดคิดสักนิดและประเมินดูว่าคุณกำลังใช้ความโสดอย่างที่พระเจ้าทรงต้องการหรือไม่ ถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเอง
ฉันกำลังจดจ่ออยู่กับการ ทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย หรือไม่
ฉันกำลังใช้ฤดูกาลนี้ของชีวิตเพื่อเป็นอุปกรณ์ที่ ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าหรือไม่
หรือฉันกำลังตามหาความรักกับใครบางคนโดยการเดท
ฉันเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือชีวิตของฉันและจะทรงจัดเตรียมให้ฉันในเรื่องนี้
ฉันกำลังทิ้งขว้างของขวัญแห่งความโสดหรือเปล่า
ฉันกำลังวุ่นวายเป็นกังวลกับการเดทอย่างไม่จำเป็นหรือไม่
ขณะที่เรายังโสด การเดทไม่ได้ดึงเราออกจากการเตรียมตัวสำหรับการแต่งงานเท่านั้น มันยังอาจขโมยของขวัญแห่งความโสดไปจากเราอีกด้วย การเดทดึงเราให้จมอยู่ในวังวนของความสัมพันธ์จอมปลอม แต่พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีอิสระและความยืดหยุ่นอย่างเต็มที่เพื่อรับใช้พระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ไม่ว่าคุณจะอายุสิบหกหรือห้าสิบหก ความโสดคือของขวัญ คุณจะไม่ได้ทำประโยชน์ให้พระเจ้าเลยถ้าคุณสูญเสียศักยภาพของความโสดไปกับการเดทระยะสั้น
คุณวางใจในพระองค์ไหม
แม้จะฟังดูเรียบง่าย ความจริงสามข้อนี้ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในการดำเนินชีวิตเมื่อเรานำมันมาใช้ในจริงๆ การทำเช่นนั้นต้องอาศัยการรอ ใช่แล้ว พระเจ้าทรงขอให้เรารอ คุณอาจจะรู้สึกว่าความคิดนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ ท้าทาย หรือน่าประทับใจสักเท่าไร แต่มันคือการเชื่อฟัง และการเชื่อฟังคือสิ่งที่พระเจ้าทรงสนใจ (2พงศาวดาร 16:9)
การรอเวลาของพระเจ้าต้องอาศัยความเชื่อมั่นในความดีและปัญญาของพระเจ้า เราจะอดทนเมื่อเราวางใจว่าพระเจ้าทรงปฏิเสธสิ่งที่เราต้องการก็เพราะพระองค์ทรงมีสิ่งที่ดีกว่าสำหรับเราทั้งในตอนนี้และในอนาคต
ผมจะยอมรับตรงๆว่าผมเองมักมีปัญหาในการวางใจในพระเจ้า พอมันเป็นเรื่องชีวิตรัก ความกลัวจะรบกวนจิตใจผมว่าพระเจ้าจะทรงให้ผมเป็นโสดตลอดไป หรือไม่ผมก็กลัวว่าถ้าพระองค์ให้ผมแต่งงาน พระองค์จะทรงจับคู่ผมกับผู้หญิงที่ผมไม่ชอบ
ผมรู้ว่ากังวลเหล่านี้ฟังดูงี่เง่า ช่วงที่มีสติดีผมก็ยอมรับว่าผมไม่ได้กำจัดความกลัวเหล่านี้ด้วยความจริงที่ว่าพระบิดาในสวรรค์ที่ผมรู้จักนั้นทรงรักและห่วงใย แต่แม้ผมจะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่แสนดี ผมก็มักจะปล่อยให้ความไม่เชื่อส่งผลกระทบต่อมุมมองที่มีต่อการเดท
ผมกลัวว่าพระเจ้าจะทรงลืมผม แทนที่จะเชื่อในจังหวะเวลาที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ ผมกลับพยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง ผมดึงปฏิทินชีวิตของผมมาจากพระเจ้าและเริ่มเขียนแผนการและรายการของตนเองลงไปอย่างรวดเร็ว พระเจ้า ผมรู้ละว่าพระองค์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ผมพูด แต่ผมคิดว่าพระองค์พลาดไปนะว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเนื้อคู่ของผม ถ้าผมไม่รีบตามเธอไปตอนนี้ อนาคตของผมจะพังทลาย ในที่สุดผมก็ต้องคืนแผนการการใช้เวลา ใช้พลังงาน และความสนใจของกลับไป แน่นอน ผมวางใจในพระองค์ พระเจ้า ผมแค่คิดพระองค์อยากจะให้ผมช่วย
การเดทกับมาร์ชเมโล
บทความในนิตยสาร Time ทำให้ผมเห็นภาพที่ไม่อาจลืมได้ นั่นคือภาพของเด็กเล็กอยู่คนเดียวในห้องจ้องขนมมาร์ชเมโล นี่เป็นภาพประหลาดที่อธิบายความรู้สึกของผมขณะที่พยายามจะเชื่อวางใจในพระเจ้าให้ทรงดูแดอนาคตการแต่งงานของผม
หัวข้อบทความนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับการเดท และจริงๆแล้วก็ไม่เกี่ยวอะไรกับมาร์ชเมโลด้วย มันเป็นการทดลองที่ทำกับเด็ก ย่อหน้าแรกๆกล่าวว่า
นักวิทยาศาสตร์มองเห็นอนาคตได้โดยสังเกตปฏิกิริยาที่เด็กสี่ขวบมีต่อขนมมาร์ชเมโล นักวิจัยเชิญเด็กทีละคนเข้าไปในห้องเรียบๆและทรมานพวกเขาอย่างอ่อนโยน หนูจะกินขนมมาร์ชเมโลชิ้นนี้เลยก็ได้ เขากล่าว แต่ถ้าหนูรอให้ฉันไปทำธุระสักแป๊บนึง หนูจะได้ขนมสองชิ้นตอนฉันกลับมา แล้วเขาก็ออกไปจากห้อง
เด็กบางคนฉวยขนมขึ้นมากินทันที่นักวิจัยปิดประตูให้หลัง บางคนก็รอสองสามนาทีก่อนจะยอมแพ้ แต่บางคนก็ตัดสินใจจะรอ พวกเขาปิดตา วางมือลง ร้องเพลงกับตัวเอง พยายามเล่นเกม หรือไม่ก็หลับไปเลย หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็รอให้พวกเขาโต
พอเด็กเหล่านี้เข้ามัธยมปลาย สิ่งที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น การสำรวจพ่อแม่และครูของเด็กพบว่าเด็กสี่ขวบที่อดทนรอจนได้ขนมมาร์ชเมโลชิ้นที่สองโดยทั่วไปเติบโตขึ้นเป็นเด็กวัยรุ่นที่ปรับตัวได้ดี เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นๆ ชอบการผจญภัย มั่นใจ และพึ่งพาได้ เด็กคนที่ยอมแพ้ของล่อใจอย่างรวดเร็วกลายเป็นพวกที่มักจะซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย และดื้อ พวกเขาทำอะไรไม่ถูกเมื่อถูกกดดันและไม่ยอมทำอะไรที่ท้าทาย
แน่นอนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการพัฒนาลักษณะนิสัยที่จำเป็นต่อความพึงพอใจที่ล้าช้าในเรื่องเล็กๆน้อยๆจะนำไปสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ในด้านอื่นๆ แต่เด็กสี่ขวบในการทดลองนั้นไม่รู้เรื่องนี้ พวกเขาไม่ยอมกินมาร์ชเมโลไม่ใช่เพื่อให้ได้เกรดดีขึ้นตอนอยู่ม.ปลาย พวกเขาเอาชนะความอยากกินขนมได้เพราะพวกเขามีความเชื่อ พวกเขาวาดภาพผู้ชายใจดีที่สวมเสื้อคลุมสีขาวเมื่อเขากลับมาพร้อมกับขนมมาร์ชเมโลสองชิ้น พวกเขาทนได้เพราะพวกเขาวางใจ
เรื่องนี้ให้ความหวังกับผม บางครั้งที่ผมรอเวลาความรักที่เหมาะสมของพระเจ้า ผมจะเผชิญกับการต่อสู้ในใจเหมือนที่เด็กเหล่านั้นผ่านมาได้ การเดทร้องเรียกผมเหมือนขนมมาร์ชเมโลเรียกเด็กให้ลิ้มรสความหวานนุ่มของมัน ผมคงไม่ต้องบอกว่ามันน่าลองขนาดไหน
แต่ทำไมผมถึงไม่คว้ามันมา ทำไมคุณถึงไม่ควรทำอย่างนั้น เพราะพระเจ้าทรงสัญญาจะให้สิ่งที่ดีกว่าพระองค์ทรงเตรียมสิ่งที่ดีกว่าในตอนนี้ขณะที่เราใช้โอกาสที่ไม่เหมือนใครของความโสดให้เป็นประโยชน์ และพระองค์จะทรงเตรียมสิ่งที่ดีว่านี้ในอนาคตเมื่อเราก้าวเข้าสู่การแต่งงาน แต่เราต้องเชื่อและวางใจ เช่นเดียวกับเด็กเหล่านั้น เราถูกทิ้งไว้คนเดียวกับสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้เราพอใจได้ทันที และเราก็ยังมองไม่เห็นรางวัลของความพอใจที่ล่าช้าออกไป
เรามาถึงคำถามที่ว่า คุณวางใจในพระเจ้าไหม แล้วไม่ต้องตอบอัตโนมัติเหมือนตอนอยู่ในโบสถ์นะครับ คุณวางใจในพระองค์จริงๆหรือเปล่า คุณใช้ชีวิตด้วยความวางใจหรือเปล่า คุณเชื่อไหมว่าการปล่อยสิ่งดีให้ผ่านไปเพราะมันยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแล้ว พระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีกว่ากับคุณในเวลาที่เหมาะสม
จิมและอลิซาเบธ อิลเลียต เผชิญคำถามนี้ในความสัมพันธ์ของพวกเขา พวกเขารักกันอย่างลึกซึ้ง แต่พวกเขาก็ให้พระประสงค์ของพระเจ้ามาก่อนความต้องการของตนเอง ใน Passion and Purity อลิซาเบธเขียนว่า
พระเจ้าทรงขอให้เรามอบแผนการให้พระองค์ แผนการท้ายที่สุดของพระเจ้านั้นเกินกว่าเราจะจินตนาการได้ เหมือนที่ต้นโอ๊กเป็นสิ่งที่เกิดความคาดคิดของผลต้นโอ๊ก ผลต้นโอ๊กทำหน้าที่ของมันตามที่มันถูกสร้างมาโดยไม่เซ้าซี้ถามพระผู้สร้างว่าเมื่อไร อย่างไร และทำไม พระเจ้าทรงขอให้เราที่ได้รับสติปัญญา มีความตั้งใจ และมีความต้องการมากมายที่อาจต่อต้านรูปแบบที่ดีงามของพระเจ้านั้นเชื่อวางใจในพระองค์ เรามีโอกาสตัดสินใจว่าจะเชื่อพระองค์หรือไม่เมื่อพระองค์ทรงบอกเราว่า ...ถ้าใครยอมสละตนเองเพื่อเรา เขาจะได้พบตัวตนที่แท้จริงของเขา
เราจะพบมันเมื่อไหร่ เราถาม คำตอบคือ จงวางใจในเรา
เราจะพบมันได้ยังไง คำตอบยังเหมือนเดิมคือ จงวางใจในเรา
ทำไมเราต้องเสียสละตนเองด้วยล่ะ เรายังดื้อดึง คำตอบคือ ดูผลต้นโอ๊กและจงวางใจในเรา
พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุด
กว่าหลายคนจะรู้ว่าความพึงพอใจไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่เราจะไปถึงได้และเราทำให้ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นก็สายเกินไปแล้ว เปาโลกล่าวใน 1ทิโมธี 6:6 เราได้รับประโยชน์มากมายจากทางของพระเจ้า พร้อมทั้งความสุขใจ และใน ฟีลิปปี 4:11 เขาเขียนว่า ข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ความลับของเปาโลคืออะไร
เปาโลแบ่งปันกับเราว่า ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า (ฟีลิปปี 4:13) เปาโลเชื่อว่าพระเจ้าจะประทานกำลังให้เขาอดทนต่อสถานการณ์ทุกรูปแบบที่เขาเผชิญ ในทำนองเดียวกันเราก็พึงพอใจได้เมื่อวางใจในกำลังและความเมตตาของพระเจ้าที่จะประคองเราผ่านสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าคุณจะยังโสดหรือแต่งงานแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นที่ชื่นชอบ เป็นที่รัก หรือโดดเดี่ยว กุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณพอใจได้ก็คือความเชื่อวางใจ จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ถ้าเราไม่พอใจกับความโสด เราก็มักจะยังไม่พอใจเมื่อเราแต่งงาน เมื่อเราใช้จุดหนึ่งในอนาคตเป็นตัวกำหนดความสุขของเรา จุดนั้นจะไม่มีวันมาถึง เราจะรอวันพรุ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราปล่อยให้ความรีบร้อนควบคุมเรา เราก็พลาดของขวัญของเวลาปัจจุบัน เราจะไปถึงจุดที่เราหวังว่ามันจะทำให้เรามีความสุขและเราก็ผิดหวัง
ผู้หญิงคนหนึ่งเขียนมาหาผมด้วยความคับข้องใจที่คนมักจะมองว่าผู้หญิงโสดฆ่าเวลาไปเรื่อยๆจนกว่าพอผู้ชายที่เหมาะสม ผู้หญิงโสดที่น่าสงสาร เธอกล่าว โลกอยากให้เธอได้เสียกับใครไปซะ โบสถ์ก็อยากให้เธอแต่งงาน แล้วที่เปาโลพูดไว้เกี่ยวกับพระพรของความโสดล่ะ วิลเลียม บูธผู้ก่อตั้ง Salvation Army เขียนไว้ว่า อย่าสั่งสอนและอย่าให้ใครคนอื่นมาสั่งสอนหัวใจสาวๆของคุณว่าการแต่งงานคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต มิฉะนั้นพวกเธอจะหมั้นกับผู้ชายโง่เง่าไร้สาระคนแรกที่ผ่านเข้ามา ผู้หญิง (และผู้ชาย) ควรจะแต่งงานก็ต่อเมื่อมันเป็นจุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะพวกเขา ควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือเพียงเพราะสังคมกดดัน ผมขอ เอเมน อย่างจริงใจให้ความคิดเห็นของเธอ
นักเขียนจอห์น ฟิชเชอร์ กล่าวในฐานะวัยรุ่นยังโสดว่า
พระเจ้าทรงเรียกผมให้มีชีวิตเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่อีกสี่ปีหลังจากนี้ พระองค์ทรงต้องการให้ผมตระหนักว่าถึงความสามารถที่แฝงอยู่ในฐานะคนๆหนึ่งเดี๋ยวนี้ และขอบคุณสำหรับความสามารถนั้น และใช้มันอย่างเต็มที่ ผมรู้สึกว่าคนโสดที่ฝันว่าตัวเองจะแต่งงานอยู่เสมอนั้นจะแต่งงานในที่สุด แล้วพอรู้ว่ามันเป็นยังไงก็อยากจะกลับมาเป็นโสดอีกครั้ง เขาจะถามตัวเองว่า ทำไมฉันไม่ได้ใช้เวลาตอนนั้น ตอนที่ฉันยังไม่มีภาระหน้าที่อะไรเพื่อรับใช้พระเจ้านะ ทำไมไม่ยอมมอบตัวเองให้พระองค์ในตอนนั้น
แทนที่จะผลีผลามแต่งงานอย่างโง่เขลาด้วยความรีบร้อนหรือวันหนึ่งย้อนกลับไปมองฤดูกาลของความโสดด้วยความเสียดาย ขอให้เราตัดสินใจใช้เวลาใช้ศักยภาพความโสดให้เต็มที่ ความโสดคือของขวัญ จงชื่นชมมันและใช้โอกาสจากมันวันนี้ ฝึกวางใจในพระเจ้าโดยแสวงหาแผ่นดินของพระองค์และความชอบธรรมของพระองค์อย่างสิ้นสุดใจและฝากแผนการของเราไว้กับพระองค์
ในชีวิตนี้เราจะไม่มีวันเข้าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ แต่เรารู้ว่าสุดท้ายแล้วจังหวะเวลาที่เหมาะสมของพระองค์จะได้รับการเปิดเผย ในบทกวีชื่อ เมื่อนั้น เมย์ รีเลย์ สมิธ แสดงมุมมองของสวรรค์ที่เราจะได้รับในวันข้างหน้าออกมาเป็นถ้อยคำที่สวยงาม
เมื่อนั้นที่ได้เรียนรู้บทเรียนทุกบทในชีวิต
และดวงอาทิตย์และดวงดาวลับไปตลอดกาล
สิ่งที่เราตัดสินใจผิดพลาดไปถูกปฏิเสธ
สิ่งที่ทำให้เราทุกข์โศกเสียน้ำตา
จะกะพริบต่อหน้าเราในคืนที่มืดมิดของชีวิต
เมื่อนั้นดวงดาวส่องแสงสีน้ำเงินลึกล้ำ
และเราจะเห็นว่าแผนการทั้งหมดของพระเจ้านั้นถูกต้อง
และคำที่ดูเหมือนตำหนิติเตียนกลับกลายเป็นรักแท้จริง
เมื่อนั้นหัวใจที่ขัดสนจงพึงพอใจ
แผนการของพระเจ้าเหมือนดอกลิลี่ขาวบริสุทธิ์ที่แย้มกลีบ
เราจะดึงกลีบที่ปิดสนิทนั้นออกไม่ได้
เวลาจะเผยถ้วยเหล้าองุ่นทองคำ
และถ้าเราบากบั่นไปให้ถึงแผ่นดินนั้น
ที่ๆเท้าเมื่อยล้าจะได้ถอดรองเท้าออกพัก
เมื่อนั้นเราจะเห็นและเข้าใจแจ่มแจ้ง
เราคงพูดว่า พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุด
คุณเชื่อไหมว่าพระเจ้าทรงรู้ดีที่สุด ถ้าเชื่อก็จงวางผฏิทินชีวิตของคุณไว้แทบพระบาทของพระองค์และให้พระองค์ทรงจัดการกับตารางความสัมพันธ์ของคุณ เชื่อวางใจแม้จะต้องเลิกเดทขณะที่คนอื่นคิดว่าคุณควรจะเดท เมื่อพระเจ้าทรงรู้ว่าคุณพร้อมที่จะรับผิดชอบการผูกมัด พระองค์จะประทานคนที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม
เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า พระเจ้าตรัส เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า (เยเรมีย์ 29:11) จงใช้ชีวิตวันนี้เพื่อแผ่นดินของพระองค์และฝากวันพรุ่งนี้ไว้ให้พระองค์ทรงดูแล
เราฝากอนาคตไว้ในมือที่เชื่อได้ เราเพียงต้องวางใจ

#1 By มุก on 2006-09-09 19:10