IKDG - ตอนที่ 2 บทที่ 7
posted on 26 Aug 2008 19:43 by ambiguous in christianity, love, translationสมัยมัธยมปลายผมไปเข้าค่ายกับที่โบสถ์ช่วงสุดสัปดาห์ซึ่งมีหัวข้ออภิปรายเรื่องความบริสุทธิ์ทางเพศ ช่วงหนึ่งศิษยาภิบาลให้พวกเราตอบแบบสอบถามโดยไม่ต้องลงชื่อ เพื่อเขาจะได้รู้ว่าเด็กในกลุ่มไปถึง “ขั้นไหน” กันแล้วในเรื่องทางกาย เขาแบ่งลำดับขั้นความจริงจังของความสัมพันธ์ทางกายคร่าวๆ โดยให้จูบเบาๆเป็นเบอร์ 1 จนถึงการมีเพศสัมพันธ์เป็นเบอร์ 10 เขาให้เราเขียนตัวเลขขั้นสูงสุดที่เราเคยทำ
หลังจากส่งกระดาษคำตอบแล้ว ผมออกจากมาห้องพร้อมเพื่อนอีกสองคน ผมจะไม่มีวันลืมบทสนทนาที่ตามมา เพื่อนผมคนหนึ่งหันไปหาอีกคนแล้วขยิบตา “แกทำคะแนนสูงแค่ไหนล่ะ”
เพื่อนอีกคนหัวเราะและบอกว่าเขาถึงเบอร์ 8 เกือบถึง 9 จากนั้นทั้งสองคนก็พูดถึงผู้หญิงในกลุ่มอนุชนที่พวกเขาคบด้วยด้วยถึงขั้นต่างๆ
เพื่อนสองคนของผมเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจของพวกเราเรื่องความบริสุทธิ์นั้นมืดมนขนาดไหนในปัจจุบัน เราให้คุณค่าความบริสุทธิ์เพียงเล็กน้อยและต้องการมันเมื่อสายเกินไป แม้แต่เวลาที่เราพยายามจะตอกย้ำความสำคัญของความบริสุทธิ์ เราก็ทำให้คำพูดหมดความหมายด้วยการกระทำที่ตรงกันข้าม
เราต้องการความบริสุทธิ์ในความสัมพันธ์ของเราหรือไม่ เราตอบว่าเราต้องการ แต่เราดำเนินชีวิตเพื่อรักษาความบริสุทธิ์จริงๆหรือ น่าเสียดายที่เราจริงจังไม่มากพอ ออกัสตินอธิฐานว่า “ขอทรงชำระข้าพระองค์ให้บริสุทธิ์ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” เราก็เหมือนเขา คือมีสำนึกเสียดแทงเราในเรื่องชีวิตที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราหลายคนจะยอมรับว่าจริงๆแล้วเราไม่ได้สนใจเรื่องความบริสุทธิ์เลย ในทางตรงกันข้าม เราพอใจกับการทำตามข้อบังคับขั้นต่ำสุด พอใจกับการใช้เวลาอยู่ใน “พื้นที่สีเทา” ล้อเล่นกับความมืด และไม่กล้าพอจะก้าวออกไปสัมผัสแสงแห่งความชอบธรรม
เช่นเดียวกับคริสเตียนจำนวนมาก เพื่อนของผมที่มีความคิดที่โง่เขลา พวกเขามองความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์เป็นสองจุดที่แยกออกจากกัน ตราบใดที่เขายังไม่ข้ามเส้นไปจนสุดทาง พวกเขาเชื่อว่าเขายังคงบริสุทธิ์อยู่ แต่ความบริสุทธิ์ที่แท้จริงคือทิศทาง คือการมุ่งหน้าแสวงหาความชอบธรรมอย่างแน่วแน่ ทิศทางนี้เริ่มต้นที่หัวใจและเราแสดงออกเป็นวิถีชีวิตที่วิ่งหนีโอกาสที่จะต้องประนีประนอม
ถ้าเราต้องการจะดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์จริงๆ เราจะต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองแสวงหาความชอบธรรมทางอ้อมอย่างเด็ดขาด เรื่องราวชีวิตของกษัตริย์ดาวิดแสดงให้เห็นว่าทางอ้อมเช่นนั้นอันตรายเพียงใด เรื่องการทำบาปของดาวิดกับบัทเชบาเป็นเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ผมกลัวมากที่สุด ถ้าคนชอบธรรมอย่างดาวิดยังล่วงประเวณีและฆาตกรรมได้ จะมีใครบนโลกนี้รอดจากสิ่งยั่วยวนใจไปได้อีก
ดาวิดมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าอย่างที่น้อยคนนักจะเทียบได้ จากเด็กเลี้ยงแกะสู้บัลลังก์กษัตริย์ ดาวิดเขียนบทสดุดี คำสรรเสริญและการคร่ำครวญที่ให้กำลังใจและเป็นแรงบันดาลใจให้คริสเตียนมาจนถึงปัจจุบัน ดาวิดชื่นชมยินดีในองค์พระผู้สร้างของเขา นมัสการพระองค์ เชื่อวางใจในพระองค์ และชื่นชมพระองค์ พระเจ้าเองทรงเรียกดาวิดว่า “เป็นผู้ที่เราชอบใจยิ่งนัก” (กจ.13:22)
คนที่ได้รับการรับรองถึงขนาดนั้นจะตกลงไปในความบาปและความไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร
ก้าวเล็กๆทีละก้าว
การที่ดาวิดถลำลงไปในบาปนั้นไม่ได้เกิดจากกระโจนเพียงครั้งเดียว การเดินทางไปสู่ความบาปของเขาก็เหมือนการเดินทางไปสู่ความบาปของทุกคน มันเริ่มจากการเคลื่อนไหวที่เล็กน้อยจนเราไม่แทบรู้ตัวออกห่างจากพระเจ้า
เราสังเกตได้ว่าดาวิดเริ่มทำบาปตอนเขาอยู่บนดาดฟ้าพระราชวัง แต่เขาสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อบาปจากการตัดสินใจก่อนหน้านี้ ช่วงนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิของปี เป็นช่วงที่กษัตริย์มักนำกองทัพออกทำสงคราม แต่ปีนี้ดาวิดไม่ได้ไปที่สนามรบกับทหารของเขา ดาวิดอยู่บ้าน การตัดสินใจนี้อาจดูไม่สลักสำคัญ อาจดูมีเหตุผลด้วยซ้ำ แต่ความจริงก็คือดาวิดไม่ได้อยู่ในที่ที่เขาควรจะอยู่ เขาควรจะอยู่แนวหน้าต่อสู้ในสงครามเพื่อพระเจ้า
นี่คือความบาปหรือ ก็ไม่เชิง แต่มันเป็นก้าวเล็กๆที่ออกนอกแผนการของพระเจ้า
คุณอาจจะเคยได้ยินว่าคนขี้เกียจเป็นเครื่องมือทำงานของมาร กรณีของดาวิดก็เช่นกัน พลังงานที่เขาควรจะได้ใช้ในสนามรบต้องได้รับการปลดปล่อย เขาเดินไปมาอยู่บนดาดฟ้าด้วยความหงุดหงิด จากที่นั่นเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังอาบน้ำ แต่แทนที่จะมองไปทางอื่น เขากลับปล่อยไปตามความต้องการของตนเองและมองเธอต่อไป
อีกก้าวหนึ่ง
ทำไมดาวิดถึงยังมองต่อไป เขาเคยเห็นร่างกายผู้หญิงมาก่อนจากที่แต่งงานมาแล้วหลายครั้ง แต่เขาเกิดตัณหา บาปเกิดขึ้นในรูปของความคิด ในความปรารถนาที่ไม่เหมาะสมของดาวิด แทนที่จะปฏิเสธความคิดที่ชั่วร้ายของตนเอง เขากลับยินดีต้อนรับมันและปล่อยให้ความคิดนั้นอ้อยอิ่งอยู่ในสมอง
ถ้าคุณเป็นเหมือนคนปกติทั่วไปคุณต้องเคยเจอกับช่วงเวลานั้น เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของการยอมแพ้ต่อการทดลองแล้ว คุณต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ในขอบเขตหรือออกไปนอกขอบเขตที่ชัดเจนของพระเจ้า
มาถึงจุดนี้ดาวิดอาจจะยังหยุดการเดินทางไปสู่ความบาปได้ แต่ย่างก้าวที่ยังสองจิตสองใจกลับยิ่งเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง เขาปล่อยให้ตัณหาเข้าครอบงำ ดาวิดลงมือทำตามความคิดอันชั่วร้ายของเขา เขาส่งคนไปตามตัวบัทเชบาแล้วนอนกับเธอ
คนเลี้ยงแกะที่บริสุทธิ์กลายเป็นคนล่วงประเวณีเสียแล้ว
เรื่องยิ่งยุ่งเหยิงขึ้น บัทเชบาส่งข่าวมาว่าเธอท้อง สามีของเธอจากบ้านไปนานพอสมควรแล้ว เขาจึงไม่ใช่พ่อของเด็ก สามีของบัทเชบารวมทั้งคนทั้งประเทศจะรู้แน่นอนว่าเธอกับดาวิดมีความสัมพันธ์นอกกฎหมาย ดาวิดพยายามปกปิดความบาปด้วยความหุนหันและตกใจ แต่ความพยายามของเขาล้มเหลว ดาวิดกลัวเรื่องอื้อฉาว เขาจึงลงนามจดหมายสั่งฆ่าสามีของบัทเชบาซึ่งเป็นทหารที่จงรักภักดีที่สุดคนหนึ่งของเขาเอง
ตอนนี้ผู้ประพันธ์สดุดีกลายเป็นฆาตกร
ดาวิดผู้ซึ่งพระเจ้าชอบพระทัยกลายเป็นคนล่วงประเวณีและฆาตกรได้อย่างไร เขาข้ามเส้นความบริสุทธิ์เมื่อไหร่ ตอนที่เขาสัมผัสบัทเชบาหรือตอนที่เขาจูบเธอ มันเกิดขึ้นตอนที่เขาเห็นเธออาบน้ำและเลือกที่จะมองแทนที่จะหันไปทางอื่นหรือเปล่า ความบริสุทธิ์สิ้นสุดลงตรงไหนและความไม่บริสุทธิ์เริ่มขึ้นตรงไหน
จากเรื่องของดาวิดคุณจะเห็นได้ว่าความไม่บริสุทธิ์นั้นไม่ใช่สิ่งที่อยู่ๆเราจะก้าวเข้าไป ความไม่บริสุทธิ์เกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้จับจ้องอยู่ที่พระเจ้า ความไม่บริสุทธิ์ในการเดทเกิดขึ้นได้นานก่อนช่วงเวลาอันร้อนแรงที่เบาะหลัง มันเกิดขึ้นในหัวใจของเรา ในแรงจูงใจและท่าที พระเยซูทรงตรัสอย่างชัดเจนว่า “แต่เราบอกท่านว่าผู้ใดมองดูผู้หญิงด้วยใจกำหนัดก็ได้ล่วงประเวณีกับนางในใจของเขาแล้ว” (มธ.5:28) ความบาปเริ่มขึ้นที่ความคิดของเรา ไม่ใช่หัวใจ
เราต้องเข้าใจว่าความบริสุทธิ์คือการไล่ตามความชอบธรรม เมื่อเรามองว่ามันเป็นเส้นที่เราไม่ควรข้าม เรามักจะไปถึงเส้นกั้น ถ้าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเส้นกั้น การจับมือกับการกอดจูบนั้นต่างกันตรงไหน ถ้าการจูบคือเส้นกั้น การหอมแก้มราตรีสวัสดิ์กับการสัมผัสริมฝีปากกันสิบห้าทีนั้นต่างกันตรงไหน
ถ้าเราต้องการจะบริสุทธิ์อย่างแท้จริง เราจะต้องหันไปหาพระเจ้า เราไม่สามารถสำรวจเส้นกั้นความบริสุทธิ์และไล่ตามความชอบธรรมไปพร้อมๆกันได้ ทั้งสองอย่างนี้อยู่ในทิศตรงข้ามกัน ความบริสุทธิ์ที่แท้จริงวิ่งหนีจากความบาปและการทดลองเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าเราต้องการจะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เราต้องตระหนักว่าความบริสุทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ในทางกลับกันเราต้องแสวงหาทิศทางที่มุ่งสู่ความบริสุทธิ์อย่างสม่ำเสมอ พระธรรมสุภาษิตแสดงให้เราเห็นว่ากระบวนการที่ต่อเนื่องนี้ต้องอาศัยสองสิ่ง นั่นคือหัวใจและเท้าของเรา
ในพระธรรมสุภาษิต หญิงแพศยาเป็นสัญลักษณ์ของวิญญาณแห่งความไม่บริสุทธิ์และการประนีประนอมที่น่าหลงไหล เราได้รับคำเตือนว่า “เหยื่อที่นางฟาดฟันลงนั้นมากมายนักแม้แต่คนยิ่งใหญ่ก็ตายเพราะนาง” (7:26) แม้กษัตริย์โซโลมอนจะเขียนถ้อยคำเหล่านี้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว แต่ “หญิงแพศยา” คนนี้ก็ยังคงสุ่มซ่อนอยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน นางดักคนซื่อด้วยการสัญญาจะให้ความสุข แต่จริงๆแล้วนางไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากความหายนะของเหยื่อ นางทำลายชีวิตมากมายทั้งของผู้ชายและผู้หญิงด้วยการหลอกลวง
นางทำร้ายความชอบธรรมมาตลอดประวัติศาสตร์ พระคัมภีร์เตือนอย่างชัดเจนว่า “บ้านของนางเป็นทางหลวงสู่หลุมศพ นำไปถึงห้องแห่งความตาย” (7:27) ไม่ว่าเหยื่อของความไม่บริสุทธิ์นั้นจะเป็น “คนดี” เพียงใด หรือในอดีตจะดูน่านับถือเพียงใด ถ้าพวกเขาก้าวเข้าไปในบ้านของนางแล้ว ก็เท่ากับพวกเขาวิ่งไปหาความตายบนทางด่วนที่ไม่มีทางออก คุณเคยเลี้ยวรถผิดบนทางด่วนแล้วต้องเดินทางไปเป็นกิโลๆกว่าจะเลี้ยวกลับได้ไหม ถ้าเคย คุณก็คงโมโหกับความผิดพลาดของตนเอง คุณจะชะลอก็ไม่ได้ กลับรถไม่ได้ คุณได้แต่วิ่งห่างออกจากจุดหมายมากขึ้นเรื่อยๆ คริสเตียนที่กำลังเดทจำนวนมากก็รู้สึกแบบนั้นขณะที่พวกเขาต่อสู้กับความสัมพันธ์ทางกายที่เพิ่มมากขึ้น พวกเขาต้องการทางออก แต่ความปรารถนาที่เป็นบาปนำพวกเขาห่างออกจากพระประสงค์ของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ
คุณหลีกเลี่ยงไม่ “ขึ้นทางด่วน” ได้อย่างไร คุณจะหนีวิญญาณแห่งการล่วงประเวณีได้อย่างไร นี่คือคำตอบ “อย่าปล่อยใจไปตามทางของนาง อย่าหลงไปตามทางนั้น” (7:25) การดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ต่อหน้าพระเจ้าต้องอาศัยความร่วมมือทั้งของหัวใจของคุณและของเท้าของคุณ ทิศทางของความบริสุทธิ์เริ่มต้นในจิตใจ ซึ่งคุณต้องสนับสนุนด้วยการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ว่าคุณจะไปไหน เมื่อไร และกับใคร
ความตั้งใจเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ หลายคนตั้งใจจะรักษาความบริสุทธิ์ทางเพศ แต่แทนที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับความตั้งใจนั้น พวกเขายังคงสร้างความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมการแสดงออกทางกายและปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม “ฉันเดทบ่อยมาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา” คุณแม่ลูกสี่คนหนึ่งเขียนจดหมายมาหาผม “ทุกจะเดทฉันจะอ่านพระคัมภีร์และตั้งใจอธิษฐานขอให้ฉันต้านทานการทดลองได้สำเร็จ แต่มันไม่เคยได้ผลเลย”
มันไม่ได้ผลแน่นอน หนทางที่เท้าของคุณก้าวเดินนั้นไม่ควรจะตรงกันข้ามกับความเชื่อในหัวใจของคุณ
ถ้าเราปรารถนาความบริสุทธิ์ เราต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีและวิถีชีวิตของเรา หัวข้อต่อไปนี้จะช่วยให้เรารักษาทิศทางของความบริสุทธิ์ทั้งในหัวใจและด้วยเท้าของเรา
1. ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางกายที่ลึกซึ้ง
เราจะไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าทรงเรียกร้องความบริสุทธิ์ทางเพศ จนกว่าเราจะซาบซึ้งกับความสำคัญของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งทางกาย ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญทางด้านจิตวิญญาณหรือทางด้านอารมณ์
การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการวิทยุรายการหนึ่งในฟลอริดาเป็นเครื่องเตือนใจให้ผมรู้ว่าคนทั่วไปมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ ดีเจคู่ชายหญิงของสถานีเพลงร๊อคติดอันดับ (ซึ่งผมจะเรียกพวกเขาว่าไทเลอร์กับคริสตัล) คงคิดว่าการสัมภาษณ์ผู้ชายที่ไม่มีเพศสัมพันธ์คงเป็นเรื่องที่ตลกใช้ได้ คำถามถูกยิงมาอย่างรวดเร็ว
ไทเลอร์ – คุณอายุเท่าไหร่แล้ว
จอช – 23 ครับ
ไทเลอร์ – คุณยังบริสุทธิ์อยู่ใช่มั้ย
จอช – ครับ บริสุทธิ์ ผมพูดได้อย่างเต็มปากเลย
ไทเลอร์ – ปกติดีรึเปล่าครับ
จอช – ผมเดานะ คุณคงคิดว่าถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ต้องมีอย่างอื่นใช่มั้ย
ไทเลอร์ – ใช่ น้องชายผมทำแบบนั้น... เลอะเต็มครัวไปหมดเลย
ครัสตัล – ต้าย น่าเกลียดจัง ฮาฮ่า
ไทเลอร์ – แล้วคุณจะทำยังไง ถ้าสมมุติว่าคุณแต่งงาน คุณไปถึงห้องฮันนีมูนสวีท แล้วปรากฏว่าเธอไม่ได้เรื่องเลย
จอช – อืม ผมไม่มีอะไรไปเปรียบเทียบนี่ครับ
(เงียบ)
คริสตัล – นี่สิ เป็นคำตอบที่เจ๋งมาก
จอช – ผมคิดว่าปัญหาของคนทุกวันนี้คือเราลดคุณค่าของเพศสัมพันธ์ลงเป็นเหมือนเกม เรามีคู่มือและตารางต่างๆ แทนที่จะเป็นการแสดงออกของความลึกซึ้งและความผูกพันธ์ระหว่างสามีภรรยา มันกลายเป็นการแสดง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดเพศสัมพันธ์ที่ผิดปกติในปัจจุบัน คนกลัวว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบอย่างที่ฮอลิวูดนิยามไว้
ไทเลอร์ – ใช่ แต่ถ้าเธอไม่ได้เรื่องจริงๆล่ะ แบบทำอะไรก็ผิดไปหมด
จอช – นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมแต่งงานกับเธอนี่ครับ คุณเห็นปัญหาในสิ่งที่คุณพูดมั้ย ถ้าสมมุติว่าคุณแต่งงานกับใครสักคนที่เก่งมากเรื่องบนเตียงแล้วอยู่ๆวันหนึ่งพวกเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นขึ้นมาล่ะ
ไทเลอร์ – ขี้โกงนี่นา
จอช – น่าเสียดายที่หลายคนทำแบบนั้นจริงๆ
คริสตัล – วันนี้เรามีไทเลอร์เป็นคนงี่เง่า และมีจอชเป็นตัวแทนของผู้ชายที่ใจดีและอ่อนไหวนะคะ
จอช – แต่คุณ ผมเชื่ออย่างนี้ไม่ใช่แค่เพราะมันเป็น “สิ่งที่ดี” เท่านั้นนะครับ แต่มันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
เทเลอร์ไม่ใช่คนงี่เง่า และผมก็ไม่ใช่คนที่อ่อนไหวและใจดีอย่างที่คริสตัลพูด คริสเตียนจำนวนมากเป็นเหมือนเทเลอร์ คือมองว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นกิจกรรมทางกายที่ไม่ต่างจากการเกาหลังให้ใครอีกคน พวกเขาจะมีเพศสัมพันธ์เมื่อใหร่ก็ได้และกับใครก็ได้ที่ต้องการ แม้วิถีชีวิตเช่นนี้จะขัดกับหลักการในพระคัมภีร์ แต่คริสเตียนจำนวนมากก็ไม่เห็นความสำคัญของความใกล้ชิดทางกายในระดับอื่นๆ ด้วย พวกเขามองว่าการจูบ การกอด หรือการสัมผัสคนอื่นด้วยความรักนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราอาจจะมีมาตรฐานที่สูงกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อพระเจ้า แต่บางทีพวกเราเองก็ลืมไปว่าเพศสัมพันธ์มีความสำคัญลึกซึ้งกว่านั้น
เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกผมว่า "ผู้ชายมักจะมองว่าความสัมพันธ์ทางกายเป็นประสบการณ์" เธออธิบายว่ามุมมองของผู้หญิงนั้นต่างจากผู้ชายมาก "การกอดจูบและการมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่มีค่าและลึกซึ้งมากสำหรับผู้หญิง เราแสดงความเชื่อใจ ความรักและหัวใจของเรากับผู้ชายที่เรารักด้วยวิธีนี้ นี่เป็นเรื่องที่เปราะบางมากสำหรับผู้หญิง"
ความสัมพันธ์ทางกายไม่กิจกรรมทางร่างกายของคนสองคนเท่านั้น พระเจ้าทรงออกแบบลักษณะทางเพศเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันในการแต่งงานอย่างเป็นรูปธรรม พระเจ้าทรงปกป้องชีวิตคู่และตั้งกฎขึ้นมามากมาย เพราะพระองค์ทรงให้คุณค่ากับชีวิตคู่อย่างสูง ผู้ชายและผู้หญิงที่อุทิศชีวิตให้กันในการแต่งงานเท่านั้นที่มีสิทธิในความสัมพันธ์ทางเพศ สามีภรรยาจะชื่นชมความสัมพันธ์นั้นด้วยกัน เพราะตามหลักแล้วสามีภรรยาเป็นของกันและกัน ถ้าคุณไม่ได้แต่งงานกับใคร คุณก็ไม่สามารถอ้างสิทธิเหนือร่างกายของอีกฝ่ายได้ คุณไม่มีสิทธิมีความสัมพันธ์ทางเพศ
คุณอาจจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้และตั้งใจว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะแต่งงาน แต่คุณก็ยังมองข้ามกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ เช่นการจูบ การโอบกอด และการสัมผัส เราต้องถามตัวเราเองให้ดีว่า ถ้าร่างกายของคนอื่นไม่ใช่ของเรา (เพราะเรายังไม่ได้แต่งงาน) เรามีสิทธิ์อะไรที่จะปฏิบัติต่อคนที่ไม่ใช่คู่ของเราราวกับสามีภรรยา
คุณอาจจะเถียงว่า "แต่มันไม่เหมือนกัน" แต่มันไม่เหมือนกันจริงๆ หรือ วัฒนธรรมของเราสอนว่า คนโสดจะทำอะไรก็ได้ จะลองคบกับใครก็ได้ มีความสัมพันธ์กับใครก็ได้ และเราทำอย่างนั้นได้เพราะเรายังไม่ได้แต่งงานกับใคร
แต่พระเจ้าทรงมีมุมมองที่ต่างกัน พระองค์ทรงสอนว่า "จงให้การแต่งงานเป็นที่นับถือสำหรับคนทั้งปวง และรักษาเตียงสมรสให้บริสุทธิ์" (ฮบ.13:4)
การรักษาความบริสุทธิ์ศักดิสิทธิ์ของเพศสัมพันธ์ ระหว่างสามีภรรยานั้นเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ไม่ใช่หลังจากวันแต่งงาน เราควรให้เกียรติชีวิตสมรสและปกป้องชีวิตสมรสไม่ให้ถูกทำลายตั้งแต่เรายังโสด เราจะทำเช่นนั้นได้โดยตระหนักว่า ความสัมพันธ์ทางกายทุกระดับมีความสำคัญ เราจะไม่มีสิทธิพิเศษเหล่านั้นจนกว่าเราจะแต่งงาน
2. ตั้งมาตรฐานให้สูง
ช่วงแรกๆ ที่บิลลี เกรแฮมเริ่มทำพันธกิจ เขาวิตกกังวลที่คนทั่วไปไม่เชื่อใจนักประกาศ เขาจะเทศนาเรื่องของพระเยซูได้อย่างไร ถ้าคนเชื่อเสียแล้วว่าเขาเสแสร้ง ขณะที่ใครครวญเรื่องนี้ บิลลี เกรแฮมก็ตระหนักว่า คนไม่เชื่อใจนักประกาศเพราะเรื่องคุณธรรมโดยเฉพาะในด้านเพศสัมพันธ์ และเพื่อเอาชนะอุปสรรคนี้ บิลลี เกรแฮมและบรรดาผู้ชายที่ร่วมประกาศกับเขาจึงตัดสินใจจะไม่อยู่กับผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาของตนสองต่อสอง
ลองคิดดูให้ดีนะครับ พวกเขาต้องลำบากขนาดไหน พวกเขากลัวตัวเองจะทนไม่ได้เพียงเพราะอยู่กับผู้หญิงตามลำพังหรือ พวกเขาลงทุนมากไปหรือเปล่า
ประวัติศาสตร์ตอบคำถามนี้ให้เราได้ ในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คริสตจักรหวั่นไหวและเสื่อมเสียมากที่สุดคือผู้นำที่ผิดศีลธรรม ผู้เชื่อจะรู้สึกอย่างไรเมื่อนักประกาศชื่อดังมีข่าวฉาวโฉ่ แต่แม้แต่คนที่ไม่ใช่คริสเตียนก็ยังยกย่องบิลลี เกรแฮม เขาได้รับการเคารพนับถือเพราะซื่อสัตย์และมีคุณธรรม บิลลี เกรแฮมทำสำเร็จได้อย่างไรในขณะที่คนมากมายล้มเหลว เขาตั้งมาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานที่ชอบธรรมทั่วไป
มีเพียงสองวิธีเท่านั้นที่เราจะชอบธรรมได้คือทำลายความบาปตั้งแต่ก่อนมันจะเกิดและวิ่งหนีการทดลอง บิลลี เกรแฮมทำทั้งสองอย่าง เขาไม่เปิดโอกาสให้ความบาปตั้งแต่แรก และหนีจากการประณีประนอมทุกประเภท
พระเจ้าทรงเรียกเราให้แสวงหาความชอบธรรมในลักษณะนี้ตั้งแต่ก่อนจะแต่งงาน และเราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร สำหรับผมและอีกหลายคนที่ผมรู้จักคือการไม่เดทอย่างคนอื่น เราไปเที่ยวเป็นกลุ่ม ผมหลีกเลี่ยงการไปเดทสองต่อสอง เพราะการเดทแบบนั้นทำให้ผมอยู่กับผู้หญิงอีกคนตามลำพังและความใกล้ชิดทางกายก็เกิดขึ้นได้ง่าย ผมจัดการไม่ได้หรือ ผมควบคุมตัวเองไม่ได้เลยหรือ คุณอาจจะรับมือได้แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น พระเจ้าตรัสว่า "ท่านจงหนีจากราคะตัญหาของคนหนุ่ม และจงใฝ่หาความชอบธรรม ความเชื่อ ความรัก และสันติสุข ร่วมกับบรรดาผู้ที่ร้องเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์" (2ทธ.2:22) ผมจะไม่รอดูว่าตัวเองทนการทดลองได้แค่ไหน พระเจ้าไม่ประทับใจหรอกว่า ผมมีความสามารถในการต่อสู้กับความบาป พระองค์จะประทับใจมากกว่าถ้าผมเชื่อฟังพระองค์แล้ววิ่งหนีจากความบาป
สำหรับคู่รักที่กำลังและหมั้นหมายหรือหมั้นไปแล้วก็ตาม คุณยังควรใช้หลักการเดียวกัน ตั้งมาตรฐานให้สูง กำจัดบาปที่ต้นเหตุ จนกว่าคุณจะแต่งงานกันคือเข้าพิธีแลกเปลี่ยนคำสาบานกัน จนกว่าจะถึงตอนนั้นอย่าทำเหมือนกับว่าร่างกายของคุณเป็นของกันและกัน
คุณอาจจะคิดว่าผมทำเกินไป คุณอาจจะพูดว่า "พูดเป็นเล่นน่า ฉันไม่ทำบาปเพราะจูบกันทีเดียวหรอก" แต่ผมอยากให้คุณทบทวนเรื่องนี้ให้ดี ลองพิจารณาดูว่า การแสดงออกทางเพศที่ดูใสซื่อที่สุด ก็ยังก่อให้เกิดอันตรายได้ถ้าไม่ได้อยู่ภายใต้การแต่งงาน
ผมจะอธิบายว่าทำไมผมถึงเชื่อเช่นนี้ ปฏิสัมพันธ์ทางกายทำให้เกิดสิ่งที่เราไม่สามารถสานต่อได้ ทำให้เกิดความปรารถนาที่เราไม่สามารถเติมเต็มให้สมบูรณ์ได้ และทำให้เกิดความรู้สึกที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ช่างเป็นสิ่งที่โง่เขลาจริงๆ พระคัมภีร์บอกเราว่า หนทางแห่งความบาปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องทางเพศนั้นเหมือนทางด่วนตรงดิ่งไปสู่หลุมฝังศพ เราไม่ควรจะขึ้นทางด่วนและพยายามจะหาทางออกก่อนจะไปถึงปลายทาง พระเจ้าทรงบอกให้เราอยู่ให้ห่างจากทางด่วนนั้น
แมนดีอายุ 17 ปีอีเมลมาเล่าให้ผมฟังว่าแฟนของเธอทำให้มาตรฐานที่เธอตั้งไว้ค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ แนนดีมาจากครอบครัวคริสเตียนที่เข้มแข็ง รับใช้ในกลุ่มเยาวชน และตั้งใจจะรักษาความบริสุทธิ์ไว้จนถึงวันแต่งงาน แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เธอใจอ่อนไม่ว่าจะเป็นการกอดที่นานขึ้นอีกหน่อย การจับมือ หรือการหอมแก้ม เธอเล่าว่า "ฉันไม่เคยรู้เลยว่า แค่การจูบก็ทำให้เกิดความรู้สึกมากมายที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน สองวันก่อนจะถึงวันครบรอบสองปีที่เราคบกัน ฉันก็ยอมเขาและเสียความบริสุทธิ์ไป ฉันละอายใจมาก วันนั้นฉันอาบน้ำแล้วก็ถูตัวนับล้านๆ ครั้ง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสะอาดขึ้นเลย ฉันได้แต่ร้องไห้"
พระเจ้าทรงออกแบบความสัมพันธ์ทางเพศให้อยู่ภายใต้การปกป้องและการอุทิศตนในการแต่งงาน พระเจ้าทรงสร้างเพศสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ละก้าวบนหนทางของความสัมพันธ์ทางเพศที่บริสุทธิตั้งแต่การชำเลืองมองกันระหว่างสามีภรรยาจนถึงการจูบ ทุกอย่างนำไปสู่ความเป็นหนึ่งทางกาย ในการแต่งงานนั้นสิ่งเหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้และไม่จำเป็นต้องถูกควบคุม
ผมเชื่อว่าทางเดียวที่เราจะยังรักษาเพศสัมพันธ์ที่พระเจ้าประทานให้ให้สมบูรณ์แบบ คือ เราต้องอยู่ให้ห่างหนทางที่จะนำเราไปสู่ความบาป พระธรรมโคโลสี 3:5 กล่าวว่า "เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยของท่าน การผิดศีลธรรมทางเพศ ความโสมม ราคะตัญหา ความปรารถนาชั่วและความโลภ" ถ้าเราไม่กำจัดความบาปเราก็เปิดทางให้บาป มันจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ยากอบ บอกเราว่า "แต่ละคนถูกทดลองเมื่อตัญหาชั่วของตนเองชักจูงไปให้ติดกับ หลังจากมีตัญหาแล้วก็ก่อให้เกิดบาป และเมื่อบาปโตเต็มที่ก็ก่อให้เกิดความตาย" (1:14-15) ถ้าเราเริ่มต้นทำบาปและปล่อยให้บาปดำเนินต่อไป วันหนึ่งความบาปก็จะเติบโตขึ้นจนเราควบคุมไม่ได้ เราต้องรักษามาตรฐานให้สูงและกำจัดความบาปก่อนมันจะก่อตัวขึ้น เราจึงจะหลีกเลี่ยงความพินาศได้
จงตั้งมาตรฐานให้สูง คุณจะไม่มีวันเสียใจ
3. ให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของคนอื่น
วิธีที่ดีที่สุดวีธีหนึ่งที่จะรักษาชีวิตที่บริสุทธิก็คือ ปกป้องความบริสุทธิ์ของคนอื่น คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อปกป้องพี่น้องคริสเตียน คุณจะให้กำลังใจพวกเขาอย่างไรเพื่อพวกเขาจะมุ่งมั่นไปในทิศทางที่ชอบธรรม
คุณสามารถช่วยเหลือและปกป้องเพื่อนเพศเดียวกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังปกป้องเพื่อนต่างเพศได้ด้วย และนี่เป็นสิ่งที่มีค่ามาก ผู้หญิงและผู้ชายมักจะเป็นอุปสรรคของกันและกันในการรักษาความสัมพันธ์ให้บริสุทธิ์ทั้งทางกายและทางความรู้สึก เมื่อทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกป้องกันและกัน ความชอบธรรมก็จะเกิดขึ้น
มาดูกันว่าเราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรในทางปฎิบัติ
หน้าที่ของผู้ชาย
คุณผู้ชายครับ ถึงเวลาแล้วที่เราจะลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีและความชอบธรรมของพี่สาวและน้องสาวของเรา เราต้องเลิกทำตัวเป็นเหมือนนายพรานที่กำลังล่าเหยื่อ แต่ทำตัวเป็นอัศวินปกป้องพวกเขา
เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ก่อนอื่นเราต้องตระหนักว่า ผู้หญิงไม่ได้ต่อสู้กับการทดลองแบบเดียวกับเรา เราต้องต่อสู้กับแรงขับทางเพศในขณะที่ผู้หญิงต่อสู้กับความรู้สึก เราจะช่วยปกป้องหัวใจพวกเขาได้ด้วยการสื่อสารที่จริงใจและซื่อสัตย์ เราต้องเลิกจีบผู้หญิงแบบทีเล่นทีจริง เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าการกระทำและคำพูดของเราจะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกหรือการคาดหวังที่ไม่เหมาะสม
เพื่อนของผมคนหนึ่ง แมต แคนลิสเป็นแบบอย่างที่ดีในการปกป้องความบริสุทธิของผู้หญิง ในความสัมพันธ์กับจูลี คริสตัลซึ่งตอนนี้เป็นภรรยาของเขาแล้ว ก่อนหน้าที่ทั้งสองคิดจะแต่งงานกัน แต่ละคนต่างชอบอีกฝ่ายมาก แต่ในช่วงเวลาหนึ่ง พระเจ้าทรงสำแดงให้จูลีสำแดงเห็นอย่างชัดเจนว่าเธอควรจดจ่ออยู่ที่พระองค์ ไม่ใช่ปล่อยให้แมตมาดึงความสนใจไป
ตอนนั้นแมตยังไม่รู้เรื่องนี้ แต่ในระหว่างที่รอ เขาก็ให้ความสำคัญกับการปกป้องหัวใจของจูลีเป็นอันดับแรก แม้แมตจะสนใจจูลีเป็นพิเศษแต่เขาก็ควบคุมตนเองไม่ให้จีบเธอ เขาจะไม่ยอมอยู่กับเธอตามลำพัง และถ้าออกไปไหนด้วยกันเป็นกลุ่ม เขาก็จะพยายามไม่แยกเธอออกมา หรือแสดงความสนใจในตัวเธอมากเกินไป เขาพยายามหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่อาจทำให้จูลีไม่ได้จดจ่ออยู่กับการรับใช้พระเจ้า
แต่ในที่สุดช่วงเวลาการรอคอยก็สิ้นสุดลง แล้วทั้งสองก็หมั้นกัน ผมได้กินข้าวกับทั้งสองสองสามอาทิตย์ก่อนจะถึงงานแต่งงานของพวกเขา จูลีเล่าว่าเธอรู้สึกขอบคุณมากที่แมตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะละทิ้งความปรารถนาส่วนตัว แมตให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ทั้งด้านความรู้สึกและด้านจิตวิญญาณ ทำให้จูลีได้จดจ่อทั้งความคิดและจิตใจที่พระเจ้า ถ้าแมตเห็นแก่ตัวเค้าคงดึงจูลีออกมาจากสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้สำเร็จในตัวจูลีและผ่านทางชีวิตของเธอ
นี่เป็นแบบอย่างที่ดีของความรักแบบพี่น้อง เมื่อผมคิดถึงว่าผมได้ละเลยที่จะปกป้องหัวใจของผู้หญิงมานับครั้งไม่ถ้วน ผมก็อยากจะร้องไห้ แทนที่จะเล่นบทอัศวินผมกลับเล่นบทโจรที่ขโมยหัวใจของพวกเธอมาจากพระเจ้า แต่ผมตั้งใจจะทำตัวให้ดีกว่านี้ ผมอยากจะเป็นเพื่อนที่สามีในอนาคตของผู้หญิงเหล่านี้ บอกได้ในวันหนึ่งข้างหน้าว่า "ขอบคุณที่ช่วยปกป้องหัวใจของภรรยาของผม ขอบคุณที่ช่วยปกป้องความบริสุทธิ์ของเธอ"
หน้าที่ของผู้หญิง
คุณผู้หญิงครับ คุณก็มีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน จำหญิงแพศยาที่เราพูดถึงกันไปแล้วได้ไหมครับ หน้าที่ของคุณคือปกป้องพี่ชายและน้องชายจากมารยาของผู้หญิงเหล่านี้ จงตระหนักว่าการกระทำและสายตาของคุณจะทำให้ผู้ชายเกิดตัญหาได้อย่างง่ายดาย
คุณอาจจะไม่รู้ แต่ผู้ชายนั้นมักจะต้องต่อสู้กับสิ่งที่ตาของเรามองเห็น ผมคิดว่าผู้หญิงหลายคนไม่รู้จริงๆ ว่า ผู้ชายจะยังคงความบริสุทธิอยู่ได้ยากมากเมื่อมองผู้หญิงที่แต่งตัวไม่เหมาะสม ผมไม่อยากจะบอกว่าคุณควรจะแต่งตัวอย่างไร แต่พูดตรงๆ ผมจะดีใจมาก ถ้าเวลาไปชอปปิ้งผู้หญิงไม่ได้คิดถึงแต่แฟชั่น ผู้ชายมีหน้าที่ต้องควบคุมตนเองก็จริง แต่คุณก็ช่วยได้โดยไม่ใส่เสื้อผ้าที่ดึงดูดความสนใจมาที่ร่างกายมากเกินไป
คนทั่วไปมักจะคิดว่า ถ้าคุณหุ่นดีคุณก็ควรจะโชว์ให้ทุกคนเห็น และพวกผู้ชายก็สนับสนุนความคิดนี้เสียด้วย แต่ผมคิดว่า คุณสามารถมีส่วนในการสวนกระแสได้ ผู้หญิง single mom คนหนึ่งซึ่งได้อุทิศชีวิตของเธอให้พระเยซูอีกครั้งบอกผมว่า "ฉันสำรวจเสื้อผ้าทั้งตู้ และกำจัดทุกอย่างที่อาจทำให้พี่น้องในพระคริสต์สะดุดได้ ฉันขอให้พระเจ้าทรงอภัยให้ฉัน และช่วยฉันปกป้องความบริสุทธิ์ของคนรอบตัว" อัลลีจากวิสคอนซินเขียนมาเล่าว่า "ฉันคงต้องทิ้งเสื้อผ้าเกือบทั้งตู้ เพราะเสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ฉันมีนั้นโป๊เกินไปและดึงดูดสายตาให้มองดูฉัน และมีความคิดที่ไม่บริสุทธิ์"
คุณพร้อมจะทำถึงขนาดนั้นไหม แจนเนลเพื่อนของผมขอให้พ่อเป็นคนประเมินเสื้อผ้าทุกชุดที่เธอซื้อ เธอต้องการให้ผู้ชายที่รักพระเจ้าแสดงความเห็นว่าเสื้อผ้าแต่ละตัวเหมาะสมหรือไม่ และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งพ่อจะขอให้เธอนำเสื้อผ้ากลับไปคืนที่ร้าน แต่เธอก็ไม่เคยบ่น แม้ว่าในหน้าร้อนเธอแทบจะหากางเกงขาสั้นที่เหมาะสมมาใส่ไม่ได้ แต่เธอต้องการจะถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ผมรู้จักผู้หญิงหลายคนซึ่งจะดูดีมากถ้าใส่กระโปรงสั้นกว่านี้หรือเสื้อที่ตัวเล็กกว่านี้ และพวกเธอก็รู้ แต่พวกเธอตัดสินใจแต่งตัวให้เหมาะสม พวกเธอทำหน้าที่ปกป้องสายตาของผู้ชาย ผมรู้สึกขอบคุณผู้หญิงเหล่านี้
“และให้เราพิจารณาดูว่า เราจะปลุกใจซึ่งกันและกัน ให้มุ่งสู่ความรักและการกระทำที่ดีได้อย่างไร" (ฮบ.10:24) ถึงเวลาแล้วที่จะให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของคนอื่น
ก่อนจะจบ ผมของถามคุณว่า คุณเห็นภาพไหม คุณเห็นความสวยงามของความบริสุทธิ์ไหม และถ้าคุณเห็น คุณจะต่อสู้เพื่อชีวิตที่บริสุทธิ์ทั้งของตัวเองและของคนอื่นหรือเปล่า
นี่เป็นงานหนัก ความบริสุทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความบริสุทธิ์เกิดจากการเชื่อฟังพระเจ้า แต่การเชื่อฟังก็ไม่ใช่ภาระที่หนักหนาเกินไป เราเพียงต้องพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ที่นำไปสู่ความไม่บริสุทธิ์ แล้วเราก็จะเห็นความสวยงามของการเดินในวิถีทางของพระเจ้า ความไม่บริสุทธิ์เป็นเหมือนสิ่งสกปรกที่ปกคลุมจิตวิญญาณ เป็นเงาที่บดบังแสงสว่าง และทำให้ตาของเรามืดมัวไป พระเจ้ายังคงรักคนที่ไม่บริสุทธิ์ แต่คนที่ไม่บริสุทธิ์จะชื่นชมกับความรักของพระองค์ได้อย่างไร เพราะความไม่บริสุทธิ์นี้นำเราออกห่างจากพระองค์ ความบาปและความสกปรกเหล่านี้ไม่ได้อยู่ใกล้พระบังลังค์ของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้จะมีอำนาจเหนือเราก็ต่อเมื่อเราหันไปจากความสว่างของพระเจ้า
เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระเจ้าเราก็ไม่ได้รับการปกป้องจากความบาปที่ทำลายล้าง ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์ เพศซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้าก็กลายเป็นของเล่นอันตราย ความสัมพันธ์ที่ปราศจากความบริสุทธิ์ ก็ไม่ต่างอะไรจากการที่คนสองคนหาความสุขโดยใช้ร่างกายของตนเอง หากไม่มีความบริสุทธิ์ จิตใจก็ตกเป็นทาสของความชั่วช้า และกวัดแกว่งไปมาตามตัญหาและจินตนาการที่เต็มไปด้วยบาป
ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นความสวยงามของความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์เป็นประตูไปสู่สิ่งทรงสร้างที่ยอดเยี่ยมที่สุด "ผู้ใดเล่าจะได้ขึ้นไปยังภูเขาขององค์พระผู้เป็นเจ้า+? ใครเล่าจะยืนอยู่ในที่ประทับอันบริสุทธิ์ของพระองค์? คือผู้ที่มือสะอาดและใจบริสุทธิ์" (สดด.24:3-4) ความบริสุทธิ์นำเราไปต่อหน้าพระเจ้า พระคริสต์ตรัสว่า "ความสุขมีแก่ผู้ที่มีจิตใจอันบริสุทธิ์ เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า" (มธ.5:8) ผู้ที่บริสุทธิ์เท่านั้นจะได้เห็นพระพักต์ของพระองค์ และเป็นภาชนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์
คุณเห็นความสวยงาม พลัง และการปกป้องของความบริสุทธิ์หรือไม่ คุณต้องการสิ่งเหล่านี้หรือไม่คุณจะตั้งใจแสวงหาสิ่งเหล่านี้หรือไม่ คุณพร้อมที่จะปฏิเสธความสุขชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และจดจ่ออยู่กับพระเจ้าหรือไม่ ขอให้ความรักที่คุณมีต่อพระองค์เป็นพลังให้คุณแสวงหาความชอบธรรมไปตลอดชีวิต