ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ นอกจากของฟุ่มเฟือยที่จะต้องถูกตัดออกไปเป็นอย่างแรกแล้ว อย่างที่สองคงเป็นการบริจาค...

เมื่อวันก่อนเจอคนจาก UNHCR (ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) มาขอรับบริจาค เดือนก่อนก็เจอของ UNICEF (กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ) เห็นแล้วก็สงสาร แต่ตัวเองไม่มีบัตรเครดิต ก็เลยออกจะลำบากสักหน่อยถ้าจะบริจาคแบบรายเดือน ถึงเดือนนึงจะไม่กี่บาท แต่ถ้าต้องเสียค่าโอนด้วยก็ดูไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ สุดท้ายก็เลยต้องบริจาคเป็นครั้งๆไป

ระดับสหประชาชาติเงินบริจาคยังลด องค์กรคริสเตียนก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ ปลายปีแล้วเงินถวาย (ซึ่งก็คือเงินบริจาคนั่นแหละ แต่เข้าใจว่าเรียกอย่างนี้เพราะถือว่าเป็นการถวายทรัพย์สินเพื่อพระเจ้าและเพื่อพระราชกิจของพระองค์ด้วย) ลดลงถึง 70% ผลกระทบไม่ใช่น้อย

ตอนนี้ YFC (องค์การเยาวชนไทยเพื่อพระคริสต์) ซึ่งพึ่งเงินถวายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว ติดลบไปแล้วเดือนหนึ่งกว่า 200,000 บาท ขนาด IBS (องค์การอมตธรรมเพื่อชีวิต) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อเมริกายังเห็นแววแล้วว่างบประมาณที่จะส่งมาช่วยเหลือคงลดลงไปมาก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมายังคุยกันเล่นๆในออฟฟิศ (แต่เป็นเรื่องจริง) ว่าถ้าอาทิตย์นี้ไม่มีเงินเข้ามา อาทิตย์หน้าพนักงานจะไม่ได้เงินเดือน เพราะไม่มีเงินแล้ว

แต่ไม่มีใครเครียดนะ
ทุกคนก็อธิษฐานแล้วก็ยังหัวเราะกันอยู่

มีคนเคยบอกว่าการอัศจรรย์เรื่องเงินเป็นการอัศจรรย์ที่ง่ายที่สุดที่พระเจ้าทำได้
และความช่วยเหลือจากพระเจ้าก็มาทันเสมอ

คริสเตียนจึงมีความหวังที่ทำให้เราต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งคนอื่นนะ นึกถึงตอนหนึ่งในพระธรรมเอสเธอร์ สมัยนั้นชาวยิวถูกปองร้ายโดยข้าราชการระดับสูงของเปอร์เซีย ไม่มีใครรู้ว่าเอสเธอร์ซึ่งเป็นราชินีเองก็เป็นชาวยิวด้วยเหมือนกัน

โมรเดคัยตอบกลับมาว่า “อย่าคิดว่าเจ้าอยู่ในราชวังนี้แล้วจะเป็นชาวยิวคนเดียวที่รอดพ้นไปได้ หากเจ้านิ่งเงียบอยู่ในยามนี้ การกอบกู้และปลดปล่อยชาวยิวจะมาจากแหล่งอื่น ส่วนเจ้ากับครอบครัวของบิดาของเจ้าจะพินาศ บางทีที่เจ้ามารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามคับขันนี้ก็เป็นได้ ใครจะรู้?”
-อสธ.4:13, 14

สมัยเรียนอาจารย์เคยบอกว่า เราจะทิ้งคนด้อยโอกาสไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเหมือนกัน แล้วถ้าพวกเขาไปไม่รอด สังคมก็ไม่รอด แล้วอย่าคิดว่าเราจะรอดอยู่คนเดียว แน่นอนว่าก่อนจะถึงตอนนั้น ความช่วยเหลืออาจจะ "มาจากแหล่งอื่น" แต่คุณมีเงิน พระเจ้าอาจจะมีพระประสงค์สำหรับเงินนั้นก็ได้ และถึงคุณจะไม่ได้มีเงินเหลือเฟือ นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างอยู่ดี ให้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ให้เลย

...เราต้องช่วยผู้อ่อนแอ จงระลึกถึงพระดำรัสที่องค์พระเยซูเจ้าเองตรัสไว้ว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"
-กจ.20:35

จงจำไว้ว่าผู้ที่หว่านอย่างตระหนี่ก็จะเก็บเกี่ยวได้น้อย ผู้ที่หว่านด้วยใจกว้างขวางก็จะเก็บเกี่ยวได้มาก แต่ละคนควรให้ตามที่คิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่อย่างลังเลหรือเพราะถูกผลักดัน เพราะพระเจ้าทรงรักผู้ที่ให้ด้วยใจยินดี และพระเจ้าทรงสามารถประทานพระคุณทุกประการอย่างล้นเหลือแก่ท่าน เพื่อว่าท่านจะมีทุกอย่างที่จำเป็นอยู่ทุกเวลา และท่านจะมีล้นเหลือสำหรับการดีทุกอย่าง เหมือนที่มีเขียนไว้ว่า

“เขาได้แจกจ่ายให้คนยากจน
ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่นิรันดร์”

บัดนี้พระองค์ผู้ประทานเมล็ดแก่ผู้หว่านประทานอาหารแก่ผู้คน จะประทานและเพิ่มพูนยุ้งฉางของท่านเช่นกัน และจะทรงขยายการเก็บเกี่ยวความชอบธรรมของท่าน พระองค์จะทรงให้ท่านมั่งคั่งในทุกด้านเพื่อท่านจะสามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ในทุกโอกาส และโดยทางเราความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านส่งผลให้มีการขอบพระคุณพระเจ้า
-2คร.9:6-11

แล้วเราจะได้เห็นการอัศจรรย์ร่วมกัน

=)

 

ปล. เริ่มจากใกล้ๆแถวนี้เลยก็ได้

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ช่วงนี้ใครๆก็ประหยัดกันทั้งนั้น เงินที่จะตัดง่ายๆอย่างแรกก็น่าจะเป็นเงินบริจาคเนี่ยแหละนะ เพราะไม่กระทบกระเทือนตัวเองมากนัก แล้วก็ไม่เหลือที่จะพอแบ่งด้วยล่ะมั้ง
แต่ช่วงนี้เราเองสวนกระแสให้เงินบริจาคมากกว่าเดิมเพราะคิดว่าช่วงที่คนประหยัดกันหมด แล้วอีกหลายปากท้องที่ช่วยตัวเองไม่ได้จะอยู่ยังไง
แต่เรามักจะให้โดยตรงหรือบริจาคตามตู้มากกว่านะ เพราะค่าใช้จ่ายในการโอนเงินเราเสียดายน่ะ เอาไปช่วยคนที่ขาดแคลนได้เยอะเลย อย่างน้อยก็เปลี่ยนเป็นข้าวได้หลายจาน
ไม่มีเงินเดือนจ่ายแล้วยังหัวเราะได้ ออกจะตลกร้ายไปหน่อยนะมุกHot!

#1 By Life Goes On on 2009-02-19 00:47