วัฒนธรรมการวิจารณ์
posted on 21 Sep 2009 22:43 by ambiguous in review, studies, thoughts, translationอาทิตย์ที่ผ่านมาทำรายงานวิจารณ์การแปล งานนี้เป็นงานกลุ่มซึ่งให้เราเปรียบเทียบต้นฉบับกับฉบับแปลที่มีการตีพิมพ์ออกมาวางขายในท้องตลาดแล้ว ซึ่งแค่มีการแปลก็เป็นเครื่องรับประกันอยู่แล้วว่าหนังสือต้นฉบับจะต้องเป็นดีและดังพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วส่วนใหญ่ประเมินว่าฉบับแปลนั้นดีแค่ “พอใช้” ทั้งๆที่แต่ละกลุ่มก็เลือกหนังสือมาหลายแนวแทบจะไม่ซ้ำกันเลย แถมฉบับแปลบางเล่มก็ได้รับการตีพิมพ์แล้วหลายครั้งและนักแปลบางคนก็มีชื่อเสียงในวงการหนังสือด้วย
จริงๆแล้วเราเองก็รู้สึกผิดนิดๆอยู่เหมือนกันนะที่จะให้เค้าแค่นั้น เพราะเราก็คิดว่าบรรดาคนที่ให้คะแนน “พอใช้” รวมทั้งตัวเราเองก็อาจจะไม่มีปัญญาแปลได้ดีเท่าเค้าหรอก
แต่น้องคนนึงพูดไว้ดีมากว่า “เราไม่ควรบิดเบือนความจริง”
ถ้ามันไม่ดี จะให้บอกว่ามันดีได้ยังไง
ก็บางอย่างนี่ผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเอาซะเลย เช่นต้นฉบับบอกว่าสองคน แล้วแปลเป็นสามคน แม้บริบทตรงนั้นจะไม่ได้สำคัญมากนัก คือถึงจะผิดไปก็ไม่มีผลอะไรกับเรื่องเท่าไหร่ แต่ประเด็นก็คือว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รู้ แต่เป็นเพราะความไม่ละเอียดรอบคอบต่างหาก และโดยส่วนตัวแล้วกรณีนี้เราโทษกองบรรณาธิการมากกว่าผู้แปล นอกจากนี้หลายที่ก็แปลขาด หายไปเป็นย่อหน้า บางที่แปลเกิน เกินมาเป็นย่อหน้าเหมือนกัน ไม่รู้เอาเนื้อเรื่องมาจากไหน แล้วที่แปลผิดก็เพียบ
นี่ยังไม่นับเรื่องที่แปลถูกแต่ไม่สื่อประเด็นของหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัดสินได้ค่อนข้างยาก เพราะแน่นอนว่าแต่ละคนย่อม “ซาบซึ้ง” กับต้นฉบับไม่เท่ากัน ถ้าผู้แปลไม่คิดว่านี่คือประเด็นสำคัญ ก็คงไม่พยายามแปลเพื่อเก็บความหมาย การเล่นคำ หรือลักษณะเฉพาะบางอย่างของตัวละครไว้ คือเอาแค่อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว
ส่วนที่ดีก็เยอะเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มีนะ แต่ข้อเสียที่พูดมาทั้งหมดนั่นทำให้ภาพรวมได้แค่ดีพอใช้เมื่อเทียบกับต้นฉบับ
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่มีหรอกหนังสือที่แปลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และแม้แต่ต้นฉบับเองก็ไม่มีทางเป็นหนังสือที่ดีได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแนวไหน
ไม่ใครก็ใครต้องไม่ชอบเข้าสักคน ไม่ใครก็ใครจะต้องติ และบางทีก็ไม่ใช่ติเพราะไม่ชอบ แต่เพราะมีข้อเสียจริงๆ หนังสือที่เราเลือกมาทำรายงานนั้นเป็นหนังสือที่น่าอ่าน แต่ถ้าจะพิมพ์ครั้งต่อไปก็ควรจะตรวจทานแก้ไขให้ดีเสียก่อน อย่างน้อยก็ควรจะแก้คำที่สะกดผิดมา
แต่เรารู้สึกว่าสังคมไทยไม่ค่อยจะวิจารณ์กันในทางที่ดี
ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้พูดแต่ข้อดี แต่หมายถึงพูดถึงข้อเสียเพื่อให้ปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ว่าฉันไม่ชอบ แต่เป็นการวิจารณ์ด้วยเหตุผล “ติเพื่อก่อ” นั่นแหละ
จริงๆแล้วคนสมัยนี้ก็พูดตรงๆมากขึ้นนะ ไม่ค่อยจะ “เกรงใจ” กันเท่าเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็รู้สึกว่าคนยังรับกันไม่ค่อยได้เวลาพูดถึงข้อเสีย ไม่ว่าจะเป็นการติเพื่อก่อหรือไม่ตาม
สิ่งที่เราเริ่มสงสัยก็คือ ตกลงคุณแต่ละคนนั่นอ่านสิ่งที่เราเขียนจนจบรึเปล่า เพราะเรานึกว่าเรา “ชม” หนังสือเล่มนั้นด้วยนะ ไม่ได้พูดถึงแต่ข้อเสีย และเราก็นึกว่าเราได้ให้เหตุผลเสร็จสรรพแล้วว่าทำไมเรายังคงอ่านต่อไปจนจบแม้มันจะมีข้อเสียอย่างที่ว่า ถ้ามันยังไม่ชัดเจนละก็ ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่าเราอ่าน Twilight Saga จบในหนึ่งเดือนเพราะมันน้ำเน่าดีไง
ดีนี่คือดีจริงๆนะ ไม่ได้ประชด จริงๆแล้วในเอนทรีนั้นยังไม่ได้เขียนวิจารณ์ประเด็นที่หนังสือนำเสนอเลย เพราะเค้าก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่พอสมควร แต่เนื่องจากมันต้องใช้เวลาค่อยๆคิดและเราขี้เกียจเกินไป ก็เลยไม่ได้เขียนถึง เอาไว้ว่างๆก่อนแล้วกัน
ยังไงอยากจะบอกคุณๆทั้งหลายเข้ามาคอมเมนต์ในเอนทรีนั้นนะคะ ว่าคุณไม่ใช่ Stephanie Meyer และคงไม่ใช่ญาติอะไรกับเธอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจไป เราเชื่อว่า Stephanie Meyer ตัวจริงนั้นรับได้กับคำวิจารณ์ของเรา เพราะจริงๆมันไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลยถ้าเทียบกับคำวิจารณ์ที่เธอได้รับเป็นภาษาอังกฤษ วัฒนธรรมการวิจารณ์บ้านเค้าไม่มัวมานั่งอ้อมค้อมอยู่หรอกค่ะ และเราก็เชื่อด้วยว่ามืออาชีพเค้าเปิดใจรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว
แล้วก็พอเถอะค่ะ เรื่องที่ว่าเราต้องเป็นนักเขียนก่อนถึงจะวิจารณ์ได้ อาหารกินแล้วไม่อร่อย ใครกินเป็นก็บอกได้ทั้งนั้นว่ามันไม่อร่อย ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นแม่ครัวเลย หนังสือก็เหมือนกัน คนที่เคยอ่านหนังสือที่ดีกว่านี้ก็ต้องบอกได้ว่าเล่มไหนยังเขียนไม่ดี แฮรี่ พอตเตอร์น่ะดีกว่านี้เยอะค่ะ แทบจะไม่ต้องเอาไปเทียบกัน แล้วถ้าจะเอาเรื่องความเป็นนักเขียนมาอ้าง คุณเองก็ต้องเป็นนักเขียนก่อนเหมือนกัน ถึงจะมีสิทธิ์พูดได้ว่าหนังสือเล่มนี้ดี
อีกอย่างนึงก็คือเราไม่ใช่นักวิจารณ์มืออาชีพสักหน่อย และนี่ก็เป็นแค่บลอคส่วนตัวเล็กๆ คนไม่ได้เข้ามาอ่านวันละหลักหมื่นหลักแสน เราไม่ได้พยายามจะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่านี่คือหนังสือที่ไม่ได้เรื่องและอย่าไปอ่านมันเลย และถึงเราจะทำอย่างนั้นคนฟังเราก็คงมีไม่เท่าไหร่ หรืออาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะเสียงของเราไม่ได้สำคัญอะไรเลย แต่คุณก็ยังอุตส่าห์เสียเวลามานั่งต่อว่าใครก็ไม่รู้ที่คุณไม่รู้จัก เพียงเพราะเค้าไป “แตะ” หนังสือที่คุณชอบ แต่ก็ตามสบายเถอะค่ะ ไม่โกรธอะไรหรอก ขำๆด้วยซ้ำ เกิดมาเพิ่งเคยมีคนด่าแรงขนาดนี้ ตอนเขียนเอนทรีนั้นก็กะไว้แล้วว่าคงหนีไม่พ้นหรอก
ไม่ปิดหรอกค่ะคอมเมนต์น่ะ จะไม่ลบด้วย
ปล. ธีมยังไม่เสร็จค่ะ ไว้จะมาทำต่อ เหนื่อยแล้ว

เป็นที่น่าัสังเกตอีกอย่างว่า คนที่ออกมาโวยวายว่าไปว่าหนังสือเค้าไม่ดีได้อย่างไรนั้น ไม่เห็นอธิบายได้สักคนว่าแล้วหนังสือนั้นมันมีดีอย่างไร
โดยส่วนตัว เรามองว่า Twilight เป็นหนังสือประเภท guilty pleasures ของสาวๆทั่วไปค่ะ ไม่เห็นแปลกเลยที่คนจะชอบเยอะแยะมากมาย (แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง) เหมือนในอกลึกๆสาวๆก็พอรู้อยู่ว่ามันไม่ได้มีคุณค่าควรหามาบูชาหรือว่าอะไร แต่มันทำให้เคลิ้มมม อ่านแล้วรู้สึกดีที่ได้ฝัน เพราะพระเอกหล่อววว์ เท่ รวย เทพ พระเอกไม่ใช่คน ฮา
แต่ไม่อยากยอมรับออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะมันคงทำให้รู้สึกว่าตรูข้าช่างกลวงพิกล ชิมิๆ เอิ๊ก
(แต่เรามั่น เราจึงเปิดเผยอย่างห้าวหาญว่าเราไม่ชอบทไวไลท์เลยเพราะนางเอก Mary Sue มากๆ เราจึงอยากเห็นหนุ่มๆอยู่ด้วยกันมากกว่าอยู่กับนางเอก
#1 By vendetta on 2009-09-21 23:14