christianity

ตายก็ได้กำไร

posted on 23 Apr 2009 18:58 by ambiguous  in christianity

คุณพ่อของพี่หญิงเพิ่งเสียเมื่อวานซืน

ถ้าใครอ่านบลอคนี้มานานน่าจะร้ว่าพี่หญิงเป็นทั้งรุ่นพี่ที่มหาลัย (แต่ไม่เคยเจอกันในมหาลัย) เป็นพี่ที่ทำงาน (ชวนมาทำงานด้วยกัน) เป็นพี่ที่อยู่โบสถ์เดียวกัน แล้วก็เป็นพี่เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณด้วย
พี่หญิงเป็นคริสเตียนคนเดียวในบ้านจนถึงวันแต่งงาน คือรวมสามีแกเข้าไปแล้วก็กลายเป็นสองคนในบ้าน
คุณพ่อคุณแม่พี่หญิงเพิ่งรับเชื่อเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาหลังจากรู้ว่าพ่อเป็นมะเร็งตับ...

ซึ่งจะว่าไปแล้วการที่รู้ว่าพ่อเป็นคริสเตียนแล้ว แม้จะเป็นได้ไม่นาน และอาจจะยังไม่เข้าใจอะไรอีกมาก
ก็ทำให้ไม่เศร้าเท่าไหร่

ก็จะเศร้าทำไมล่ะคะ
ในเมื่อแกไปอยู่กับพระเจ้า ไปอยู่บนสวรรค์และไม่ต้องทรมานกับโรคร้ายอีก
เท่านั้นก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ห่วงคนที่ยังอยู่ดีกว่า

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา อจ.เพิ่งเทศน์ถึงพี่ชายของแกเองตอนก่อนที่จะเสีย ประโยคสุดท้ายแกพูดในทำนองว่า
"แล้วเจอกัน"
ใช่แล้วเราจะได้เจอกันบนสวรรค์อีก เขาล่วงหน้าไปก่อนเราเท่านั้นเอง

แล้วนี่ก็เป็นสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาจากคริสเตียนหลายคน
คือคนที่จะตายนั้นไม่ได้กลัวความตายเลยสักนิดเดียว

อย่างไรเสียวันหนึ่งก็ต้องตาย
และชีวิตหลังความตายก็ไม่มีอะไรน่ากลัว
ที่จริงแล้วเป็นชีวิตที่ดีกว่าบนโลกนี้ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นเตรียมพร้อมดีกว่า

พี่อีกคนที่ออฟฟิศมาจากครอบครัวคริสเตียน
แกเล่าให้ฟังว่าญาติๆเคยไปดูโลงศพกันอย่างกับช๊อปปิ้งเลยเดียว
ป้าแกเตรียมไว้ถึงขั้นระบุว่าจะจัดพิธีไว้อาลัยอย่างไร กี่วัน ของว่างต้องมาจากร้านนี้นะ ขนาดนั้น
คนข้างหลังจะได้ไม่ต้องลำบาก

ที่ฮากว่านั้นคือน้องในออฟฟิศ
พ่อคุณยืนยันว่าผมจะไม่ให้เผา ต้องฝังเท่านั้น
เพราะตอนที่พระเยซูเสด็จกลับมาพบพวกสาวก พระองค์มีรอยถูกแทงที่สีข้างและรอยตะปูที่มือ
เพราะฉะนั้นถ้าเผา ร่างวิญญาณก็จะกลายเป็นผุยผงน่ะสิ!
...ก็ไม่มีใครยืนยันได้นะว่าตรรกะนี้จะถูกต้อง แต่ที่แน่ๆน้องคงต้องซื้อที่เตรียมไว้ก่อนมันจะแพงนะคะ

ส่วนคุณพ่อพี่หญิง (ยังกลับมาเรื่องเดิมได้) จัดพิธีแบบจีนในวัดพุทธ มีพระสวดด้วย และจะไม่จัดพิธีไว้อาลัยที่โบสถ์
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของญาติๆ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คริสเตียน)
แต่จะจัดอย่างไรก็ช่างเถอะ

ยังไงแกก็ได้กำไร

=)

 

ปล. สำหรับพิธีไว้อาลัยเคยเขียนถึงไปครั้งนึงแล้ว (พี่หญิงเป็นเพื่อนสนิทกับลูกสาวคนโตของพ่อเสมียนด้วย)

ประนีประนอม

posted on 21 Apr 2009 20:25 by ambiguous  in christianity

การประนีประนอมคือ การยอมยกเลิกหลักการบางส่วนเพื่อจะได้สอดคล้องกับความคิดอีกแนวหนึ่ง ส่วนมากเมื่อเราอะล้มอล่วยกับบางสิ่งก็หมายถึง เราได้ลดมาตรฐานของตัวเองลงและกำลังเดินถอยหลังเข้าคลอง
-"ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ," เจ. ออสวอลด์ แซนเดอร์ส

การมีจุดยืนและการยืนยันจุดยืนของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะสำหรับคริสเตียนที่มีจุดยืนมากมายไม่เหมือนคนอื่นเค้า และเนื่องจากเรายังต้องมีชีวิตร่วมกับคนอื่น การประนีประนอมก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หลายอย่างที่คริสเตียนไม่ทำนั้นมีเหตุผลระบุไว้ในพระคัมภีร์เช่น การกราบไหว้รูปเคารพ เข้าเจ้าเข้าทรง ดูดวง ทำนายโชคชะตา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้พระคัมภีร์ห้ามหมดไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว
แต่สำหรับบางคนไม่ทำก็มีสิทธิ์เป็นเรื่อง เช่นลูกชายคนโตจะไม่ไปเชงเม้ง การประนีประนอมที่มักเกิดขึ้นก็คือ ไปช่วยผู้ใหญ่แต่ไม่ไหว้ ซึ่งอันนี้ดิฉันก็ไม่ขอตำหนิคนที่ประนีประนอมเลยสักนิดเดียว เพราะเรายังจำเป็นต้องแสดงความรักความกตัญญูอยู่ ยิ่งเป็นงานรวมญาติครอบครัว เราก็ควรจะไปพบปะคนอื่น แล้วพยายามอยู่ในขอบเขตที่เราทำได้
บางอย่างไม่ทำไม่เป็นไร แต่ห้ามคนอื่นไม่ได้ อย่างดูดวงนี้ชัดมาก ห้ามเพื่อนไม่ได้เลยทีเดียว หรือแม่ดิฉันเองก็เคยถูกญาติที่เป็นคริสเตียนห้ามเอาธูปเข้าบ้านมาแล้ว แม่โกรธมาก จะเอาพระเจ้าไปอ้างกับคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าเขาก็ไม่เข้าใจเหตุผลของเราหรอกค่ะ

บางอย่างพระคัมภีร์ก็ไม่ได้พูดแน่ชัด แต่อาจจะยกเหตุผลอื่นมาประกอบได้ เช่นการสูบบุหรี่ ในเมื่อร่างกายของเราเป็นพระวิหาร (ที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์) เราก็ควรดูและรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี การเที่ยวกลางคืนแม้จะไม่ได้ทำอะไรเสียหายก็ไม่ควรทำอยู่ดี เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เราจะพลาดพลั้งทำบาปได้ง่ายขึ้น พระเจ้าให้เราวิ่งหนีการทดลอง ไม่ใช่เข้าไปหามัน อะไรที่คนทั่วไปยังเห็นชัดว่าไม่ดีนี่ไม่ควรจะต้องสงสัยเลยว่าทำได้หรือไม่ได้ 

แต่หลายอย่างก็เป็นความเห็นส่วนตัว ที่เจอมากับตัวเลยคือมีคริสเตียนคนนึงที่ไม่ยอมไปดูหนังเรื่อง Stardust เพราะมันเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถา ขนาด Harry Potter ยังคนไม่ยอมให้ลูกอ่านเลยแล้วจะเอาอะไรกับแวมไพร์ twighlight ที่ดังเป็นพลุแตกอยู่ในขณะนี้
มุมนึงก็เข้าใจว่ามันเกี่ยว
ข้องกับเวทมนตร์คาถาจริงๆ แต่ถ้าคุณมีวิจารณญาณและความเชื่อเข้มแข็งพอก็อย่าปิดหูปิดตามากจนเกินไป Harry Potter นี่ธีมความรักยิ่งใหญ่มากนะคะ โดยเฉพาะเล่มสุดท้ายนี่มีอะไรเปรียบเทียบกับชีวิตคริสเตียนได้เยอะทีเดียว ถ้าคุณดู Narnia ได้ Harry Potter ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ หรือถ้าคุณคิดว่าการลองอ่านหนังสือแบบนี้มันไม่คุ้มกัน ก็จงมั่นใจในจุดยืนของตัวเอง คุณไม่ได้พลาดไปมากนักหรอก 

การประนีประนอมไม่ใช่เรื่องผิดไปซะทั้งหมด การตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สุดท้ายแล้วพระเจ้าก็ดูที่ท่าทีในใจเรานะคะ ไม่ใช่สิ่งที่เราทำ แต่ก็อย่าให้คนอื่นสะดุดเพราะเราด้วย
เมื่ออาิทิตย์ที่ผ่านมาที่โบสถ์ประชุมกัน ปีนี้โบสถ์จัดค่ายที่ราชบุรี โรงแรมที่จะไปพักนั้นมีขายโอ่งใบเล็กๆ ถึงกับต้องมาคุยกันว่าจะอธิบายกับลูกค่ายยังไง (บางคนไม่ใช่คริสเตียน) ไม่ให้ซื้อโอ่งที่เป็นลายมังกร เนื่องจากมังกรเป็นสัญลักษณ์ของซาตาน (ดูพระธรรมวิวรณ์)... จะบอกว่าไม่ให้ซื้อของที่ระลึกเลยคงไม่ได้ จะไปบอกโรงแรมไม่ให้เอาลายมังกรมาขายก็คงประหลาดเกินไป สรุปว่าซื้อโอ่งลายดอกไม้ไปแล้วกัน 

 “เราได้รับอนุญาตให้ทำ ทุกสิ่งได้” แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งจะเป็นประโยชน์ “เราได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้” แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งจะเป็นการเสริมสร้างขึ้น ทุกคนไม่ควรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น... ดังนั้นไม่ว่าท่านจะกินหรือดื่มหรือทำอะไรก็ตาม จงทำทุกสิ่งเพื่อพระเกียรติสิริของพระเจ้า อย่าเป็นต้นเหตุให้ใครสะดุดไม่ว่าจะเป็นคนยิว คนกรีก หรือคริสตจักรของพระเจ้า เหมือนที่ข้าพเจ้าเองพยายามทำให้ทุกคนพอใจในทุกด้านเพราะข้าพเจ้าไม่ได้แสวง หาประโยชน์ส่วนตัว  แต่แสวงหาประโยชน์ของคนทั้งหลายเพื่อให้พวกเขารอด
-1คร.10:23-33

 

พระเจ้ากับวิวัฒนาการ

posted on 04 Mar 2009 19:59 by ambiguous  in christianity

เมื่อเย็นเพิ่งซื้อหนังสือ สารคดี ฉบับเดือนกุมภามา
ปกเป็น 200 ปี ชาร์ลส์ ดาร์วิน (และ 150 ปี ทฤษฎีวิวัฒนาการ)
ซื้อมาเพราะอยากอ่านบทสัมภาษณ์คุณหมอภากร จันทนมัฏฐะ ซึ่งพูดถึงเรื่องนี้ในมุมมองของวิทยาศาสตร์และพระคัมภีร์

คุณหมอให้สัมภาษณ์ไว้ดีมาก
"หลักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปไม่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล
ยกเว้นทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน" 

รายละเอียดคงต้องไปหาหนังสืออ่านกันเอาเอง

หรือถ้าเพื่อนดิฉันขยันพออาจจะมีบทความสรุปมาให้อ่าน
ซึ่งก็รับประกันไม่ได้ว่าจะมีหรือไม่

แต่ถ้าว่างก็มีงานโต้วาทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ม.มหิดลค่ะ
บก.ของสารคดีเองก็ไปเป็นกรรมการ
น่าสนใจทีเดียว