review

Review: Honor Thyself

posted on 18 Oct 2009 21:45 by ambiguous  in review

Honor Thyself
Danielle Steel
Bantam Dell, A Division of Random House, Inc.
2008

เรื่องนี้เกี่ยวกับดาราฮอลิวูดคนหนึ่งซึ่งเดินทางไปปารีสเพื่อค้นหาตัวเองหลังจากที่สามีคนที่สองเพิ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง แต่ที่ปารีสนั้นเองเธอประสบอุบัติเหตุและสูญเสียความทรงจำทั้งหมดไป กว่าจะค่อยๆฟื้นจากโคม่า และค่อยๆย้อนกลับไปมองอดีตอีกครั้ง เธอได้มีโอกาสที่จะชื่นชมกับความสุขที่เคยมี ได้แก้ไขความผิดพลาดที่เคยทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวด และค้นพบความรักที่สูญเสียไปอีกครั้ง

ฟังดูดีมั้ยค่ะ

ต้องขอคนชมเขียนเรื่องย่อที่ทำให้เราหลงกลซื้อหนังสือเล่มนี้มา

และพล๊อตมันก็ดีจริงๆค่ะ

แต่ถ้าเปลี่ยนคนเขียนคงดีกว่านี้

ไม่น่าเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะ "ขายดีเป็นอันดับ 1 ในอเมริกา" และนิยายเล่มอื่นๆของนักเขียนคนเดียวกันนี้ทั้งหมด (70 กว่าเล่ม) ก็ขายได้ "กว่า 580 ล้านเล่ม" แล้ว

คุณเธอเล่าเรื่องได้ไม่ดีเลย
ในเรื่องเดียวกัน เธอจะบรรยาย แล้วก็บรรยายซ้ำ จากนั้นก็ให้ตัวละครบรรยายในบทพูด แล้วอาจจะบรรยายอีกสักครั้งเผื่อคนอ่านลืม

นอกจากนี้ตัวละครก็ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ นางเอกของเรื่องเป็นดาราที่โด่งดังไปทั่วโลก ยังสวยและดูเด็กกว่าอายุทั้งๆที่อายุ 50 แล้ว อันนี้ยังพอรับได้อยู่ แต่ส่วนที่ช่างขัดกับพล๊อตก็คือ ชีวิตของเธอนั้นเพอร์เฟค

ทุกคนรักเธอ ทุกคนเป็นห่วงเธอ เธอช่างเป็นคนดี ทำงานเก่ง ช่วยเหลือสังคม เป็นแม่ที่รักลูก เป็นศรีภรรยา และไม่ว่าจะโด่งดังขนาดไหนก็ยังติดดิน ส่วนคนที่ทำพยายามจะทำร้ายเธอก็คือคนเลว ปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดเลยเธอสักอย่างเดียว คนที่ไม่พอใจเธอต่างหากที่เป็นคนผิด แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนดี เธอก็เลยต้องพยายามแก้ไขปัญหาที่เธอไม่ได้ก่อนั้นด้วย

แล้วคนแบบนี้จะต้องการโอกาสที่สองในชีวิตไปเพื่ออะไร

การได้ย้อนกลับไปมองอดีตนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย นอกจากเป็นโอกาสให้ผู้เขียนเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆ

ความลึกลับมีอยู่นิดนึง ความตื่นเต้นก็อีกนิดนึง แต่คนอ่านก็เดาได้อยู่ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น

โครงสร้างที่รู้สึกว่าจะใช้บ่อยเหลือเกินคือ He/She was.... and still is.
และด้วยเหตุนี้เองเรื่องก็จบลงด้วยการที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม อาจจะดีขึ้นกว่าเดิมหน่อยนึง และขอย้ำว่าหน่อยเดียวเท่านั้น

ส่วนคนอ่านก็เหมือนเดิมด้วย เพราะแทบจะไม่ได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้เลย ครึ่งเล่มหลังนี่อ่านไปเพื่อให้มันจบเท่านั้นเอง

...

เมื่อวานนี้ได้ไปเดินงานหนังสือกับเพื่อนที่เคยเขียนเรื่องลง ความรู้สึกดี...ที่เรียกว่ารัก แล้วก็คุยกันเรื่องนิยายเล่มนี้แหละ ซึ่งเธอก็เห็นด้วยว่าพล๊อตดี แล้วก็เลยแนะนำหนังสือการ์ตูนเล่มนึงของนักเขียนที่เธอชอบ ชื่อจิอากิ แต่นามสกุลจำไม่ได้ซะแล้ว ซึ่งพล๊อตเดียวกันเลย คือตัวเอกเป็นผู้หญิงที่ประสบอุบัติเหตุและได้ย้อนเวลากลับไปในวัยเด็ก เธอได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้แก้ไขสิ่งที่ตนเองเคยทำผิดพลาดไว้ และกลับมามีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเลย แถมยังทำออกมาเป็นการ์ตูนได้ดีด้วย เพื่อนบอกว่าจะเอามาให้ยืม จะลองดูสิกว่าดีกว่าจริงรึเปล่า

บ่นเป็นคนแก่เลยช่วงนี้ 

แต่รู้สึกเสียดายเวลาน่ะ
ปิดเทอมก็มีอยู่เท่านี้เอง แล้วยังต้องเสียกับไปหนังสือแบบนี้อีก

จริงๆก่อนจะมาถึง Honor Thyself นี่ก็ได้อ่าน East of Eden จบแล้วในที่สุด
รวมๆแล้วใช้เวลาตั้ง 10 เดือน แต่ก็เป็นเพราะงานเยอะด้วยนั่นแหละ
แล้วก็เป็นหนังสือที่ดีทีเดียว ถ้าว่างก็อยากจะอ่านอีกสักครั้ง ส่วนเรื่อง review ก็ไว้ค่อยว่ากันอีกที

เล่มต่อไปจะอ่านแนวลึกลับละ น่าจะดี

 

อาทิตย์ที่ผ่านมาทำรายงานวิจารณ์การแปล งานนี้เป็นงานกลุ่มซึ่งให้เราเปรียบเทียบต้นฉบับกับฉบับแปลที่มีการตีพิมพ์ออกมาวางขายในท้องตลาดแล้ว ซึ่งแค่มีการแปลก็เป็นเครื่องรับประกันอยู่แล้วว่าหนังสือต้นฉบับจะต้องเป็นดีและดังพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วส่วนใหญ่ประเมินว่าฉบับแปลนั้นดีแค่ “พอใช้” ทั้งๆที่แต่ละกลุ่มก็เลือกหนังสือมาหลายแนวแทบจะไม่ซ้ำกันเลย แถมฉบับแปลบางเล่มก็ได้รับการตีพิมพ์แล้วหลายครั้งและนักแปลบางคนก็มีชื่อเสียงในวงการหนังสือด้วย

จริงๆแล้วเราเองก็รู้สึกผิดนิดๆอยู่เหมือนกันนะที่จะให้เค้าแค่นั้น เพราะเราก็คิดว่าบรรดาคนที่ให้คะแนน “พอใช้” รวมทั้งตัวเราเองก็อาจจะไม่มีปัญญาแปลได้ดีเท่าเค้าหรอก

แต่น้องคนนึงพูดไว้ดีมากว่า “เราไม่ควรบิดเบือนความจริง”

ถ้ามันไม่ดี จะให้บอกว่ามันดีได้ยังไง

ก็บางอย่างนี่ผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเอาซะเลย เช่นต้นฉบับบอกว่าสองคน แล้วแปลเป็นสามคน แม้บริบทตรงนั้นจะไม่ได้สำคัญมากนัก คือถึงจะผิดไปก็ไม่มีผลอะไรกับเรื่องเท่าไหร่ แต่ประเด็นก็คือว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รู้ แต่เป็นเพราะความไม่ละเอียดรอบคอบต่างหาก และโดยส่วนตัวแล้วกรณีนี้เราโทษกองบรรณาธิการมากกว่าผู้แปล นอกจากนี้หลายที่ก็แปลขาด หายไปเป็นย่อหน้า บางที่แปลเกิน เกินมาเป็นย่อหน้าเหมือนกัน ไม่รู้เอาเนื้อเรื่องมาจากไหน แล้วที่แปลผิดก็เพียบ

นี่ยังไม่นับเรื่องที่แปลถูกแต่ไม่สื่อประเด็นของหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัดสินได้ค่อนข้างยาก เพราะแน่นอนว่าแต่ละคนย่อม “ซาบซึ้ง” กับต้นฉบับไม่เท่ากัน ถ้าผู้แปลไม่คิดว่านี่คือประเด็นสำคัญ ก็คงไม่พยายามแปลเพื่อเก็บความหมาย การเล่นคำ หรือลักษณะเฉพาะบางอย่างของตัวละครไว้ คือเอาแค่อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว

ส่วนที่ดีก็เยอะเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มีนะ แต่ข้อเสียที่พูดมาทั้งหมดนั่นทำให้ภาพรวมได้แค่ดีพอใช้เมื่อเทียบกับต้นฉบับ

แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่มีหรอกหนังสือที่แปลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

และแม้แต่ต้นฉบับเองก็ไม่มีทางเป็นหนังสือที่ดีได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแนวไหน

ไม่ใครก็ใครต้องไม่ชอบเข้าสักคน ไม่ใครก็ใครจะต้องติ และบางทีก็ไม่ใช่ติเพราะไม่ชอบ แต่เพราะมีข้อเสียจริงๆ หนังสือที่เราเลือกมาทำรายงานนั้นเป็นหนังสือที่น่าอ่าน แต่ถ้าจะพิมพ์ครั้งต่อไปก็ควรจะตรวจทานแก้ไขให้ดีเสียก่อน อย่างน้อยก็ควรจะแก้คำที่สะกดผิดมา

แต่เรารู้สึกว่าสังคมไทยไม่ค่อยจะวิจารณ์กันในทางที่ดี
ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้พูดแต่ข้อดี แต่หมายถึงพูดถึงข้อเสียเพื่อให้ปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ว่าฉันไม่ชอบ แต่เป็นการวิจารณ์ด้วยเหตุผล “ติเพื่อก่อ” นั่นแหละ

จริงๆแล้วคนสมัยนี้ก็พูดตรงๆมากขึ้นนะ ไม่ค่อยจะ “เกรงใจ” กันเท่าเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็รู้สึกว่าคนยังรับกันไม่ค่อยได้เวลาพูดถึงข้อเสีย ไม่ว่าจะเป็นการติเพื่อก่อหรือไม่ตาม

เห็นชัดๆในตัวอย่างนี้

สิ่งที่เราเริ่มสงสัยก็คือ ตกลงคุณแต่ละคนนั่นอ่านสิ่งที่เราเขียนจนจบรึเปล่า เพราะเรานึกว่าเรา “ชม” หนังสือเล่มนั้นด้วยนะ ไม่ได้พูดถึงแต่ข้อเสีย และเราก็นึกว่าเราได้ให้เหตุผลเสร็จสรรพแล้วว่าทำไมเรายังคงอ่านต่อไปจนจบแม้มันจะมีข้อเสียอย่างที่ว่า ถ้ามันยังไม่ชัดเจนละก็ ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่าเราอ่าน Twilight Saga จบในหนึ่งเดือนเพราะมันน้ำเน่าดีไง

ดีนี่คือดีจริงๆนะ ไม่ได้ประชด จริงๆแล้วในเอนทรีนั้นยังไม่ได้เขียนวิจารณ์ประเด็นที่หนังสือนำเสนอเลย เพราะเค้าก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่พอสมควร แต่เนื่องจากมันต้องใช้เวลาค่อยๆคิดและเราขี้เกียจเกินไป ก็เลยไม่ได้เขียนถึง เอาไว้ว่างๆก่อนแล้วกัน

ยังไงอยากจะบอกคุณๆทั้งหลายเข้ามาคอมเมนต์ในเอนทรีนั้นนะคะ ว่าคุณไม่ใช่ Stephanie Meyer และคงไม่ใช่ญาติอะไรกับเธอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจไป เราเชื่อว่า Stephanie Meyer ตัวจริงนั้นรับได้กับคำวิจารณ์ของเรา เพราะจริงๆมันไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลยถ้าเทียบกับคำวิจารณ์ที่เธอได้รับเป็นภาษาอังกฤษ วัฒนธรรมการวิจารณ์บ้านเค้าไม่มัวมานั่งอ้อมค้อมอยู่หรอกค่ะ และเราก็เชื่อด้วยว่ามืออาชีพเค้าเปิดใจรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว

แล้วก็พอเถอะค่ะ เรื่องที่ว่าเราต้องเป็นนักเขียนก่อนถึงจะวิจารณ์ได้ อาหารกินแล้วไม่อร่อย ใครกินเป็นก็บอกได้ทั้งนั้นว่ามันไม่อร่อย ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นแม่ครัวเลย หนังสือก็เหมือนกัน คนที่เคยอ่านหนังสือที่ดีกว่านี้ก็ต้องบอกได้ว่าเล่มไหนยังเขียนไม่ดี แฮรี่ พอตเตอร์น่ะดีกว่านี้เยอะค่ะ แทบจะไม่ต้องเอาไปเทียบกัน แล้วถ้าจะเอาเรื่องความเป็นนักเขียนมาอ้าง คุณเองก็ต้องเป็นนักเขียนก่อนเหมือนกัน ถึงจะมีสิทธิ์พูดได้ว่าหนังสือเล่มนี้ดี

อีกอย่างนึงก็คือเราไม่ใช่นักวิจารณ์มืออาชีพสักหน่อย และนี่ก็เป็นแค่บลอคส่วนตัวเล็กๆ คนไม่ได้เข้ามาอ่านวันละหลักหมื่นหลักแสน เราไม่ได้พยายามจะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่านี่คือหนังสือที่ไม่ได้เรื่องและอย่าไปอ่านมันเลย และถึงเราจะทำอย่างนั้นคนฟังเราก็คงมีไม่เท่าไหร่ หรืออาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะเสียงของเราไม่ได้สำคัญอะไรเลย แต่คุณก็ยังอุตส่าห์เสียเวลามานั่งต่อว่าใครก็ไม่รู้ที่คุณไม่รู้จัก เพียงเพราะเค้าไป “แตะ” หนังสือที่คุณชอบ แต่ก็ตามสบายเถอะค่ะ ไม่โกรธอะไรหรอก ขำๆด้วยซ้ำ เกิดมาเพิ่งเคยมีคนด่าแรงขนาดนี้ ตอนเขียนเอนทรีนั้นก็กะไว้แล้วว่าคงหนีไม่พ้นหรอก

ไม่ปิดหรอกค่ะคอมเมนต์น่ะ จะไม่ลบด้วย

 

  

ปล. ธีมยังไม่เสร็จค่ะ ไว้จะมาทำต่อ เหนื่อยแล้ว

 

Review: Twilight Saga

posted on 06 Jun 2009 22:51 by ambiguous  in review, translation

Twilight
New Moon
Eclipse
Beaking Dawn

by Stephanie Meyer

จริงๆแล้วตั้งแต่อ่านหนังสือจบทั้ง 4 เล่มก็สงสัย

ว่าทำไมมันดัง

เพราะจริงๆแล้วมันช่างไม่มีอะไรเลย

ภาษาก็งั้นๆ (ภาษาอังกฤษน่ะนะ) คำว่า beautiful นี่มีอยู่แทบทุกหน้า ไม่เข้าใจว่าเธอหาคำอื่นไม่ได้แล้วหรืออย่างไร เท่านั้นไม่พอ บทชมความงามก็มีเยอะเสียจนเกือบกลายเป็นน่าเบื่อ แม้แต่สีเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้มีความหลากหลายเล้ย คำว่า tan นี่ไม่รู้มีกี่ที่

ตัวละคร นอกจากพระเอกที่เพอร์เฟคซะขนาดนั้น นางเอกก็ไม่ได้โดดเด่นจนน่าประทับใจ ส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวรองๆทั้งหลายยังดูมีมิติมากกว่าคู่นี้ซะอีก แต่ด้วยความเป็นตัวรอง บทพูดก็น้อย บทบาทก็น้อย ถึงจะน่าสนใจแต่ก็ไม่มีอะไรให้ค้นหาสักเท่าไหร่

เนื้อเรื่องก็ไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกัน แม้จะพยายามทำให้มันเป็น romantic และ action ในเวลาเดียวกัน เล่มที่แย่ที่สุดคงเป็น New Moon ซึ่งยืดยาดน่าเบื่อจนเกือบจะเลิกอ่านไปหลายรอบ

ที่น่าชมเชยอย่างเดียวก็คือดูเหมือนผู้เขียนจะมีคำตอบสำหรับเรื่องแวมไพร์ ทุกประเด็น (รวมทั้งมนุษย์หมาป่าด้วย) แทบจะไม่เจอช่องโหว่เลย แล้วด้านประวัติศาสตร์ก็ทำการบ้านมาพอสมควร ผสมผสานกันได้ไม่น่าเกลียด แต่ก็ทำเรื่องขาดความลึกลับไปเหมือนกัน คนอ่านแทบจะไม่ต้องคิดเอง ปิดหูปิดตาอ่านก็รู้เรื่องว่างั้น

แต่ถ้ามันไม่มีอะไรดีเลย

ทำไมมันถึงทำให้ผู้หญิงทั่วโลกคลั่งไคล้ใหลหลงได้ขนาดนี้

วันก่อนอ่านบลอคดีไซน์ (ซึ่งปกติก็มีแต่เรื่องดีไซน์) ได้เขียนถึงคำตอบในเรื่องนี้ไว้
อ่านแล้วฮาดี
ขอนำมาแปล (คร่าวๆ) ณ ที่นี้

...

คำเตือน: เนื้อหาในบลอคนี้อาจจะทำให้คุณขยะแขยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นสามีฉัน  

ตอนที่ฉัน update เรื่อง Twilight ใน facebook (อ้อ แล้วหน้าร้อนนี้ฉันก็จะอายุ 30 แล้ว ไม่ใช่ 13) น้องชาย*ของฉันคนนึงเขียนมาว่า "ช่วยอธิบายหน่อยได้มั้ยว่าทำไมใครๆก็พากันหลงใหลเรื่อง Twilight และโดยเฉพาะนายเอ็ดเวิร์ดนี่" ฉันคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับ Twilight ที่ได้ยินมาแค่เฉพาะในอาทิตย์ที่ผ่านมา: (1) ผู้หญิงคนนึงบอกเพื่อนว่าเธอเอาหนังสือไปอ่านช่วงฮันนีมูนและรู้สึกโมโหมาก ที่สามีของเธอนั้นไม่ใช่เอ็ดเวิร์ด (ตามมาด้วยคนแปลกหน้าแถวนั้นที่บอกเธอว่า "ฉันเข้าใจดีว่าเธอรู้สึกยังไง") (2) เจ้าของบลอคดีไซน์ที่ฉันติดตามอยู่ก็มีหนังสือ Twilight อยู่บนชั้นหนังสือใน facebook เหมือนกัน (3) และหลายคนใน facebook ถึงกับยกเลิกนัด โดดงาน ไม่ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพื่ออ่าน Twilight Saga มันมีอะไรที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเราๆกลายเป็นบ้าไปได้

... ก็เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ไง

เรื่องมันเป็นอย่างนี้สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน เอ็ดเวิร์ดนั้นทำให้เรากรี๊ดกร๊าดเพราะเขาเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟค ทั้งหล่อ ทั้งรวย โรเมนติก ทุ่มเทให้ผู้หญิงเพียงคนเดียว เด็กหนุ่มที่ลึกลับ ช่างคิด นั่งเล่นเปียโนแต่งเพลงให้แฟนสาว แถมยังคอยบีบคอผู้ร้ายเพื่อปกป้องเธอด้วย มีคำพูดอย่าง "Your my own personal brand of heroin" และ "I don't think I have the strength to stay away from you any longer" ช่างเป็นส่วนผสมของนักกวี นักกีฬา นักปราชญ์ แถมยังเป็นวายร้ายด้วย สำหรับคนอาจจะพอเทียบได้กับยูนิคอร์น** แล้วการให้ Rob Pattinson มารับบทเอ็ดเวิร์ดก็เหมือนน้ำตาลโรยหน้าเค้กเลยทีเดียว น้องชายของฉันชี้ประเด็นนึงที่น่าสนใจ คือถ้าผู้ชายทั่วๆไปพูดอะไรอย่างนี้ให้ผู้หญิงฟัง เขาคงถูกหัวเราะเยาะ อาจจะถูกตบหน้าพร้อมคำสั่งให้ไปไกลๆ ซึ่งก็คงจริง แต่นี่เป็นเรื่องแต่ง เพราะฉะนั้นฉันก็จะไม่สนใจแล้วก็กรี๊ดกร๊าดต่อไป ผู้หญิงทุกคนอยากเป็นที่ปรารถนา แสวงหา ได้รับการปกป้อง และนั่นคือสิ่งที่เราได้รับจากการอ่านนิยายพวกนี้ (เพราะพูดกันตามตรงเราก็ไม่ได้รับจากผู้ชายในชีวิตจริง) เพราะฉะนั้นต้องขอขอบคุณ Stephanie Meyer

...

สุดท้ายนี้เพื่อให้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องดีไซน์สักหน่อยนึง นี่คือรูปบ้านที่ใช้เป็นบ้านของคัลเลนในหนังเรื่อง Twilight สวยงามทีเดียว และแม้ว่าจะมองไม่เห็นในรูปพวกนี้แต่เหตุผลหนึ่งที่ฉันชอบเอ็ดเวิร์ด ก็คือในหนังนั้นเขามี เก้าอี้ยาวของ Barcelona และ ชั้นหนังสือของ Sapien อยู่ในห้องด้วย แน่นอนฉันคงเป็นคนเดียวในโรงที่สังเกตเห็น! เวมไพร์รสนิยมดีขนาดนี้ ผู้หญิงจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก ;)

- ที่มา

* หรือพี่ชาย
** ประโยคนี้ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน

 

...

สุดท้ายก็คงจริงอย่างที่เค้าว่า

คือเราก็แค่อยากจะหลบหนีความจริงกันเท่านั้นเอง

ก็แหม... 4 เล่มนี้ เราก็อ่านจบในเดือนเดียวเหมือนกัน =P