thoughts

คือวันที่เราลืมโทรศัพท์

 

อาทิตย์ที่ผ่านมาทำรายงานวิจารณ์การแปล งานนี้เป็นงานกลุ่มซึ่งให้เราเปรียบเทียบต้นฉบับกับฉบับแปลที่มีการตีพิมพ์ออกมาวางขายในท้องตลาดแล้ว ซึ่งแค่มีการแปลก็เป็นเครื่องรับประกันอยู่แล้วว่าหนังสือต้นฉบับจะต้องเป็นดีและดังพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วส่วนใหญ่ประเมินว่าฉบับแปลนั้นดีแค่ “พอใช้” ทั้งๆที่แต่ละกลุ่มก็เลือกหนังสือมาหลายแนวแทบจะไม่ซ้ำกันเลย แถมฉบับแปลบางเล่มก็ได้รับการตีพิมพ์แล้วหลายครั้งและนักแปลบางคนก็มีชื่อเสียงในวงการหนังสือด้วย

จริงๆแล้วเราเองก็รู้สึกผิดนิดๆอยู่เหมือนกันนะที่จะให้เค้าแค่นั้น เพราะเราก็คิดว่าบรรดาคนที่ให้คะแนน “พอใช้” รวมทั้งตัวเราเองก็อาจจะไม่มีปัญญาแปลได้ดีเท่าเค้าหรอก

แต่น้องคนนึงพูดไว้ดีมากว่า “เราไม่ควรบิดเบือนความจริง”

ถ้ามันไม่ดี จะให้บอกว่ามันดีได้ยังไง

ก็บางอย่างนี่ผิดอย่างไม่น่าให้อภัยเอาซะเลย เช่นต้นฉบับบอกว่าสองคน แล้วแปลเป็นสามคน แม้บริบทตรงนั้นจะไม่ได้สำคัญมากนัก คือถึงจะผิดไปก็ไม่มีผลอะไรกับเรื่องเท่าไหร่ แต่ประเด็นก็คือว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รู้ แต่เป็นเพราะความไม่ละเอียดรอบคอบต่างหาก และโดยส่วนตัวแล้วกรณีนี้เราโทษกองบรรณาธิการมากกว่าผู้แปล นอกจากนี้หลายที่ก็แปลขาด หายไปเป็นย่อหน้า บางที่แปลเกิน เกินมาเป็นย่อหน้าเหมือนกัน ไม่รู้เอาเนื้อเรื่องมาจากไหน แล้วที่แปลผิดก็เพียบ

นี่ยังไม่นับเรื่องที่แปลถูกแต่ไม่สื่อประเด็นของหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัดสินได้ค่อนข้างยาก เพราะแน่นอนว่าแต่ละคนย่อม “ซาบซึ้ง” กับต้นฉบับไม่เท่ากัน ถ้าผู้แปลไม่คิดว่านี่คือประเด็นสำคัญ ก็คงไม่พยายามแปลเพื่อเก็บความหมาย การเล่นคำ หรือลักษณะเฉพาะบางอย่างของตัวละครไว้ คือเอาแค่อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว

ส่วนที่ดีก็เยอะเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มีนะ แต่ข้อเสียที่พูดมาทั้งหมดนั่นทำให้ภาพรวมได้แค่ดีพอใช้เมื่อเทียบกับต้นฉบับ

แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่มีหรอกหนังสือที่แปลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

และแม้แต่ต้นฉบับเองก็ไม่มีทางเป็นหนังสือที่ดีได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือแนวไหน

ไม่ใครก็ใครต้องไม่ชอบเข้าสักคน ไม่ใครก็ใครจะต้องติ และบางทีก็ไม่ใช่ติเพราะไม่ชอบ แต่เพราะมีข้อเสียจริงๆ หนังสือที่เราเลือกมาทำรายงานนั้นเป็นหนังสือที่น่าอ่าน แต่ถ้าจะพิมพ์ครั้งต่อไปก็ควรจะตรวจทานแก้ไขให้ดีเสียก่อน อย่างน้อยก็ควรจะแก้คำที่สะกดผิดมา

แต่เรารู้สึกว่าสังคมไทยไม่ค่อยจะวิจารณ์กันในทางที่ดี
ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้พูดแต่ข้อดี แต่หมายถึงพูดถึงข้อเสียเพื่อให้ปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ว่าฉันไม่ชอบ แต่เป็นการวิจารณ์ด้วยเหตุผล “ติเพื่อก่อ” นั่นแหละ

จริงๆแล้วคนสมัยนี้ก็พูดตรงๆมากขึ้นนะ ไม่ค่อยจะ “เกรงใจ” กันเท่าเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็รู้สึกว่าคนยังรับกันไม่ค่อยได้เวลาพูดถึงข้อเสีย ไม่ว่าจะเป็นการติเพื่อก่อหรือไม่ตาม

เห็นชัดๆในตัวอย่างนี้

สิ่งที่เราเริ่มสงสัยก็คือ ตกลงคุณแต่ละคนนั่นอ่านสิ่งที่เราเขียนจนจบรึเปล่า เพราะเรานึกว่าเรา “ชม” หนังสือเล่มนั้นด้วยนะ ไม่ได้พูดถึงแต่ข้อเสีย และเราก็นึกว่าเราได้ให้เหตุผลเสร็จสรรพแล้วว่าทำไมเรายังคงอ่านต่อไปจนจบแม้มันจะมีข้อเสียอย่างที่ว่า ถ้ามันยังไม่ชัดเจนละก็ ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่าเราอ่าน Twilight Saga จบในหนึ่งเดือนเพราะมันน้ำเน่าดีไง

ดีนี่คือดีจริงๆนะ ไม่ได้ประชด จริงๆแล้วในเอนทรีนั้นยังไม่ได้เขียนวิจารณ์ประเด็นที่หนังสือนำเสนอเลย เพราะเค้าก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่พอสมควร แต่เนื่องจากมันต้องใช้เวลาค่อยๆคิดและเราขี้เกียจเกินไป ก็เลยไม่ได้เขียนถึง เอาไว้ว่างๆก่อนแล้วกัน

ยังไงอยากจะบอกคุณๆทั้งหลายเข้ามาคอมเมนต์ในเอนทรีนั้นนะคะ ว่าคุณไม่ใช่ Stephanie Meyer และคงไม่ใช่ญาติอะไรกับเธอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจไป เราเชื่อว่า Stephanie Meyer ตัวจริงนั้นรับได้กับคำวิจารณ์ของเรา เพราะจริงๆมันไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลยถ้าเทียบกับคำวิจารณ์ที่เธอได้รับเป็นภาษาอังกฤษ วัฒนธรรมการวิจารณ์บ้านเค้าไม่มัวมานั่งอ้อมค้อมอยู่หรอกค่ะ และเราก็เชื่อด้วยว่ามืออาชีพเค้าเปิดใจรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว

แล้วก็พอเถอะค่ะ เรื่องที่ว่าเราต้องเป็นนักเขียนก่อนถึงจะวิจารณ์ได้ อาหารกินแล้วไม่อร่อย ใครกินเป็นก็บอกได้ทั้งนั้นว่ามันไม่อร่อย ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นแม่ครัวเลย หนังสือก็เหมือนกัน คนที่เคยอ่านหนังสือที่ดีกว่านี้ก็ต้องบอกได้ว่าเล่มไหนยังเขียนไม่ดี แฮรี่ พอตเตอร์น่ะดีกว่านี้เยอะค่ะ แทบจะไม่ต้องเอาไปเทียบกัน แล้วถ้าจะเอาเรื่องความเป็นนักเขียนมาอ้าง คุณเองก็ต้องเป็นนักเขียนก่อนเหมือนกัน ถึงจะมีสิทธิ์พูดได้ว่าหนังสือเล่มนี้ดี

อีกอย่างนึงก็คือเราไม่ใช่นักวิจารณ์มืออาชีพสักหน่อย และนี่ก็เป็นแค่บลอคส่วนตัวเล็กๆ คนไม่ได้เข้ามาอ่านวันละหลักหมื่นหลักแสน เราไม่ได้พยายามจะประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่านี่คือหนังสือที่ไม่ได้เรื่องและอย่าไปอ่านมันเลย และถึงเราจะทำอย่างนั้นคนฟังเราก็คงมีไม่เท่าไหร่ หรืออาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะเสียงของเราไม่ได้สำคัญอะไรเลย แต่คุณก็ยังอุตส่าห์เสียเวลามานั่งต่อว่าใครก็ไม่รู้ที่คุณไม่รู้จัก เพียงเพราะเค้าไป “แตะ” หนังสือที่คุณชอบ แต่ก็ตามสบายเถอะค่ะ ไม่โกรธอะไรหรอก ขำๆด้วยซ้ำ เกิดมาเพิ่งเคยมีคนด่าแรงขนาดนี้ ตอนเขียนเอนทรีนั้นก็กะไว้แล้วว่าคงหนีไม่พ้นหรอก

ไม่ปิดหรอกค่ะคอมเมนต์น่ะ จะไม่ลบด้วย

 

  

ปล. ธีมยังไม่เสร็จค่ะ ไว้จะมาทำต่อ เหนื่อยแล้ว

 

เหนื่อยเปล่า

posted on 16 Jun 2009 18:51 by ambiguous  in christianity, thoughts

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคุยกับพี่ที่ทำงาน
ว่าตอนนี้รู้สึกเหมือนสมัยเรียนมหาลัยปีสาม

คืออยากจะมีตัวเองสัก 3 คน

คนนึงไว้ทำงาน
คนนึงไว้เรียน
อีกคนไว้ตามเก็บงานอื่นๆ (ที่เคยคิดว่ามันเล็กน้อยแล้วในที่สุดก็ไม่มีเวลาทำ)

เผื่อจะทำทุกอย่างทัน

แล้วเมื่อคืนวันเสาร์ก็เกิดป่วย ปวดหัวจนนอนไม่หลับ

แล้วก็คิดได้ว่า

หากองค์พระผู้เป็นเจ้า+ไม่ได้ทรงสร้างบ้าน 
  ผู้สร้างลงแรงไปก็เหนื่อยเปล่า 
หากองค์พระผู้เป็นเจ้า+ไม่ได้ทรงพิทักษ์รักษานคร
  คนยามยืนเฝ้าอยู่ก็เหนื่อยเปล่า
เป็นการเหนื่อยเปล่าที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด
  ทำงานจนดึกดื่น 
ตรากตรำเพื่อปากเพื่อท้อง
  เพราะพระเจ้าทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงรักหลับสบาย
-สดด.127:1, 2

จะมีตัวเองสามคนก็คงเท่านั้น

เพราะถ้าพระเจ้าไม่อยู่ด้วย
ทุกอย่างมันก็เหนื่อยเปล่า

จริงๆเมื่อตอนเขียนแผนงานของปีนี้
ก็รู้เลยว่าถ้าพระเจ้าไม่ช่วย มันจะไม่มีทางสำเร็จด้วยมือเราแน่นอน
แถมตอนนี้บวกเรื่องเรียนเข้าไปอีก รู้สึกเหมือนหาเรื่องใส่ตัว...

แต่ก็ยังเชื่ออยู่นะ ว่าพระเจ้านำให้มาเรียน
และพระเจ้าเองจะทำให้มันสำเร็จ
และพระเจ้าก็ทำได้

เราจะไม่เหนื่อยเปล่า

แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ” ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า
-2คร.12:9

และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งกว่ากำลังของมนุษย์
-1คร.1:25