translation

white houses

posted on 10 Jun 2009 21:32 by ambiguous  in thoughts, translation

i got to talk to an old friend the other day.

she's now at home, raising her 1-year-old daughter, with no job whatsoever.
and she's 3 years younger than me.

i was amazed.

and i just can't say that my life is any better than hers.

...

ตอนย้ายเข้าไปฉันนอนบนพื้น
บังกะโลเล็กๆกับเพื่อนแปลกหน้า
กว่าจะเข้านอนก็ดึกดื่นและฉันก็ผอมเกิน
เราสัญญาว่าเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
นั่งหมุนขวดเปล่า
พวกเรา 5 คน
กับผู้ชายตาสวยจนห้ามใจไม่ไหว
ฉันหยุดตัวเองไม่ได้
ไม่ได้จริงๆ

เจนนีกรี๊ดเมื่อเธอทรงตัวไม่ได้
เพราะเธอเริ่มเต้นแล้วก็ไม่มีอะไรหยุดเธอได้
ขำเรื่องตลกกันจนสำลักเบียร์
ฉันตื่นเต้นจนไม่พูดอะไรไม่ถูก
เธอช่างสวยแล้วก็มั่นใจ
บางทีฉันอาจจะฉลาดกว่าผู้หญิงแบบนั้น
หน้าร้อนที่เบ่งบาน
หน้าร้อนกำลังจะสิ้นสุดลง

แต่ไม่เป็นไร ยังดีที่ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
และฉันเก็บความลับของเธอไว้ ในบ้านสีขาว

บางทีฉันอาจจะไม่ค่อยเข้าใจอะไร
ฉันเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด
และเขาดูตลกเมื่อสวมเสื้อเชิ้ตสีแดง
เราตกหลุมรักแล้วเราก็ต้องเจ็บปวด
ฉันคลานขึ้นไปบนเบาะหนังหลังรถของเขา
กลิ่นน้ำมันเครื่องกับอากาศหน้าร้อน
เราไปเร็วเกินไปแล้ว
มันช่างหอมหวานเกินกว่าจะคงอยู่ตลอดไป

ไม่เป็นไร
ฉันมอบตัวฉันให้เขา
และฉันเก็บความลับของเธอไว้ ในบ้านสีขาว
ความรัก หรืออะไรสักอย่าง ระเบิดอยู่ในสายเลือดของฉัน
และฉันหวังว่ามันจะไม่มีวันจางหายไป ในบ้านสีขาว

ครั้งแรกของฉัน อธิบายยากเหมือนกัน
เลือดที่เดือดพล่าน เจ็บนิดหน่อย
ในวันที่เมฆครึ้ม มันธรรมดากว่าที่เธอคิด
เขาเป็นคนแรกของฉัน

บางพวกเธออาจจะเร็วกส่าฉัน
เราเลิกกันอย่างง่ายดาย
แผลเล็กๆที่จะไม่มีวันหายดี
ฉันรู้สึกเหมือนเวลาช่างผ่านมาเนิ่นนาน
ฉันจากไปและจะไม่กลับมาอีก
จากไปเหมือนแสงอาทิตย์ที่ลับฟ้าไปในบ้านสีขาว
ฉันเอนกายลง ทิ้งรอยแผลเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง
ในหัวใจของฉันมีเรา 5 คน
ในบ้านสีขาว

และเธอ บางทีเธออาจจะยังจำฉันได้
สิ่งที่ฉันให้เธอไปก็เป็นของเธอแล้ว
ในบ้านสีขาว
ในบ้านสีขาว
ในบ้านสีขาว

-White Houses, Vanessa Carlton

 

hope this is ok, can't find the official music video

 

Review: Twilight Saga

posted on 06 Jun 2009 22:51 by ambiguous  in review, translation

Twilight
New Moon
Eclipse
Beaking Dawn

by Stephanie Meyer

จริงๆแล้วตั้งแต่อ่านหนังสือจบทั้ง 4 เล่มก็สงสัย

ว่าทำไมมันดัง

เพราะจริงๆแล้วมันช่างไม่มีอะไรเลย

ภาษาก็งั้นๆ (ภาษาอังกฤษน่ะนะ) คำว่า beautiful นี่มีอยู่แทบทุกหน้า ไม่เข้าใจว่าเธอหาคำอื่นไม่ได้แล้วหรืออย่างไร เท่านั้นไม่พอ บทชมความงามก็มีเยอะเสียจนเกือบกลายเป็นน่าเบื่อ แม้แต่สีเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้มีความหลากหลายเล้ย คำว่า tan นี่ไม่รู้มีกี่ที่

ตัวละคร นอกจากพระเอกที่เพอร์เฟคซะขนาดนั้น นางเอกก็ไม่ได้โดดเด่นจนน่าประทับใจ ส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวรองๆทั้งหลายยังดูมีมิติมากกว่าคู่นี้ซะอีก แต่ด้วยความเป็นตัวรอง บทพูดก็น้อย บทบาทก็น้อย ถึงจะน่าสนใจแต่ก็ไม่มีอะไรให้ค้นหาสักเท่าไหร่

เนื้อเรื่องก็ไม่ค่อยมีอะไรเหมือนกัน แม้จะพยายามทำให้มันเป็น romantic และ action ในเวลาเดียวกัน เล่มที่แย่ที่สุดคงเป็น New Moon ซึ่งยืดยาดน่าเบื่อจนเกือบจะเลิกอ่านไปหลายรอบ

ที่น่าชมเชยอย่างเดียวก็คือดูเหมือนผู้เขียนจะมีคำตอบสำหรับเรื่องแวมไพร์ ทุกประเด็น (รวมทั้งมนุษย์หมาป่าด้วย) แทบจะไม่เจอช่องโหว่เลย แล้วด้านประวัติศาสตร์ก็ทำการบ้านมาพอสมควร ผสมผสานกันได้ไม่น่าเกลียด แต่ก็ทำเรื่องขาดความลึกลับไปเหมือนกัน คนอ่านแทบจะไม่ต้องคิดเอง ปิดหูปิดตาอ่านก็รู้เรื่องว่างั้น

แต่ถ้ามันไม่มีอะไรดีเลย

ทำไมมันถึงทำให้ผู้หญิงทั่วโลกคลั่งไคล้ใหลหลงได้ขนาดนี้

วันก่อนอ่านบลอคดีไซน์ (ซึ่งปกติก็มีแต่เรื่องดีไซน์) ได้เขียนถึงคำตอบในเรื่องนี้ไว้
อ่านแล้วฮาดี
ขอนำมาแปล (คร่าวๆ) ณ ที่นี้

...

คำเตือน: เนื้อหาในบลอคนี้อาจจะทำให้คุณขยะแขยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นสามีฉัน  

ตอนที่ฉัน update เรื่อง Twilight ใน facebook (อ้อ แล้วหน้าร้อนนี้ฉันก็จะอายุ 30 แล้ว ไม่ใช่ 13) น้องชาย*ของฉันคนนึงเขียนมาว่า "ช่วยอธิบายหน่อยได้มั้ยว่าทำไมใครๆก็พากันหลงใหลเรื่อง Twilight และโดยเฉพาะนายเอ็ดเวิร์ดนี่" ฉันคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับ Twilight ที่ได้ยินมาแค่เฉพาะในอาทิตย์ที่ผ่านมา: (1) ผู้หญิงคนนึงบอกเพื่อนว่าเธอเอาหนังสือไปอ่านช่วงฮันนีมูนและรู้สึกโมโหมาก ที่สามีของเธอนั้นไม่ใช่เอ็ดเวิร์ด (ตามมาด้วยคนแปลกหน้าแถวนั้นที่บอกเธอว่า "ฉันเข้าใจดีว่าเธอรู้สึกยังไง") (2) เจ้าของบลอคดีไซน์ที่ฉันติดตามอยู่ก็มีหนังสือ Twilight อยู่บนชั้นหนังสือใน facebook เหมือนกัน (3) และหลายคนใน facebook ถึงกับยกเลิกนัด โดดงาน ไม่ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพื่ออ่าน Twilight Saga มันมีอะไรที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเราๆกลายเป็นบ้าไปได้

... ก็เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ไง

เรื่องมันเป็นอย่างนี้สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน เอ็ดเวิร์ดนั้นทำให้เรากรี๊ดกร๊าดเพราะเขาเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟค ทั้งหล่อ ทั้งรวย โรเมนติก ทุ่มเทให้ผู้หญิงเพียงคนเดียว เด็กหนุ่มที่ลึกลับ ช่างคิด นั่งเล่นเปียโนแต่งเพลงให้แฟนสาว แถมยังคอยบีบคอผู้ร้ายเพื่อปกป้องเธอด้วย มีคำพูดอย่าง "Your my own personal brand of heroin" และ "I don't think I have the strength to stay away from you any longer" ช่างเป็นส่วนผสมของนักกวี นักกีฬา นักปราชญ์ แถมยังเป็นวายร้ายด้วย สำหรับคนอาจจะพอเทียบได้กับยูนิคอร์น** แล้วการให้ Rob Pattinson มารับบทเอ็ดเวิร์ดก็เหมือนน้ำตาลโรยหน้าเค้กเลยทีเดียว น้องชายของฉันชี้ประเด็นนึงที่น่าสนใจ คือถ้าผู้ชายทั่วๆไปพูดอะไรอย่างนี้ให้ผู้หญิงฟัง เขาคงถูกหัวเราะเยาะ อาจจะถูกตบหน้าพร้อมคำสั่งให้ไปไกลๆ ซึ่งก็คงจริง แต่นี่เป็นเรื่องแต่ง เพราะฉะนั้นฉันก็จะไม่สนใจแล้วก็กรี๊ดกร๊าดต่อไป ผู้หญิงทุกคนอยากเป็นที่ปรารถนา แสวงหา ได้รับการปกป้อง และนั่นคือสิ่งที่เราได้รับจากการอ่านนิยายพวกนี้ (เพราะพูดกันตามตรงเราก็ไม่ได้รับจากผู้ชายในชีวิตจริง) เพราะฉะนั้นต้องขอขอบคุณ Stephanie Meyer

...

สุดท้ายนี้เพื่อให้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องดีไซน์สักหน่อยนึง นี่คือรูปบ้านที่ใช้เป็นบ้านของคัลเลนในหนังเรื่อง Twilight สวยงามทีเดียว และแม้ว่าจะมองไม่เห็นในรูปพวกนี้แต่เหตุผลหนึ่งที่ฉันชอบเอ็ดเวิร์ด ก็คือในหนังนั้นเขามี เก้าอี้ยาวของ Barcelona และ ชั้นหนังสือของ Sapien อยู่ในห้องด้วย แน่นอนฉันคงเป็นคนเดียวในโรงที่สังเกตเห็น! เวมไพร์รสนิยมดีขนาดนี้ ผู้หญิงจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก ;)

- ที่มา

* หรือพี่ชาย
** ประโยคนี้ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน

 

...

สุดท้ายก็คงจริงอย่างที่เค้าว่า

คือเราก็แค่อยากจะหลบหนีความจริงกันเท่านั้นเอง

ก็แหม... 4 เล่มนี้ เราก็อ่านจบในเดือนเดียวเหมือนกัน =P

 

How I Feel

posted on 03 Jun 2009 22:44 by ambiguous  in translation

ตอนแรกตั้งใจจะแปลเพลงของ Vanessa Carlton นะ
แต่เมื่อเย็นพอดีฟังเพลงนี้
สนุกดีเหมือนกัน

=)

...

ดูเหมือนฉันจะทำเรื่องยุ่งอีกแล้ว
ไปทางไหนก็มีแต่อกหัก
ไฟเริ่มร้อนแรงขึ้นอีกแล้ว
และฉันก็ต้องเข้าไปเล่นกับไฟเพราะฉันมันขี้สงสัย
คืบคลานเข้าไปในที่ที่ไม่ควรไป
ตามหาคำตอบที่ฉันก็รู้ดีอยู่แล้ว
ร้องไห้อยู่คนเดียว
และมันก็เป็นความผิดของฉันเอง ความผิดของฉันเอง
พลาดอีกแล้ว

ฉันเบื่อที่จะมีความหวัง
เบื่อที่จะต้องเสแสร้ง
ว่ามันไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ดีเอง
ฉันคิดว่าเธอโกหกฉันอีกแล้ว
ผู้ชายดีๆที่ยังเหลืออยู่นั้นไม่ใช่เขา
นี่แหละความรู้สึกฉันในตอนนี้ เพราะฉะนั้นช่างฉันเถอะ
อย่ามายุ่งกับฉันเลย

ดูเหมือนทุกครั้งที่พบผู้ชายดีๆ
เขาจะมีภรรยาที่แสนดี
บอกตรงๆเลยว่าฉันอิจฉา
ฉันไม่อยากฟังเรื่องชีวิตที่แสนวิเศษของเธอ
และไม่ว่าจะมองไปทางไหน
ก็มีแต่ภรรยาสาวสวย*กับรายชื่อกิ๊ก**
เท่าที่เห็นสุดท้ายฉันก็ไม่มีใคร
แล้วมันก็คงเป็นความผิดของฉันคนเดียว ฉันคนเดียว
เจอทางตันอีกแล้ว

ฉันเบื่อที่จะมีความหวัง
เบื่อที่จะต้องเสแสร้ง
ว่ามันไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ดีเอง
ฉันคิดว่าเธอโกหกฉันอีกแล้ว
ผู้ชายดีๆที่ยังเหลืออยู่นั้นไม่ใช่เขา
นี่แหละความรู้สึกฉันในตอนนี้

ต้องกลืนยาขม
หัวใจจมดิ่ง
เทพนิยายเมื่อนานมาแล้ว
เก็บไว้ให้คนที่ไม่ฉลาดพอจะเข้าใจ

ฉันเบื่อที่จะมีความหวัง
เบื่อที่จะต้องเสแสร้ง
ว่ามันไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ดีเอง
ฉันคิดว่าเธอโกหกฉันอีกแล้ว
ผู้ชายดีๆที่ยังเหลืออยู่นั้นไม่ใช่เขา
นี่แหละความรู้สึกฉันในตอนนี้
นี่แหละความรู้สึกฉันในตอนนี้
นี่แหละความรู้สึกฉันในตอนนี้
เพราะฉะนั้นช่างฉันเถอะ
อย่ามายุ่งกับฉันเลย

- How I Feel, Kelly Clarkson
* trophy wife คือภรรยาที่ยังสาวและสวยของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จแล้ว มักจะไม่ใช่ภรรยาคนแรก และไม่ได้มีส่วนช่วยผู้ชายในการสร้างเนื้อสร้างตัว
** little black book ถ้า black book เฉยๆก็คือบัญชีดำนั่นเอง แต่ little black book เป็นสมุดเก็บรายชื่อคนที่เราติดต่อและมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย